Recent Posts

สมุนไพรลดความดันโลหิต

สมุนไพรลดความดันโลหิต

สับปะรด อาหารเพื่อสุขภาพ

สับปะรด อาหารเพื่อสุขภาพ

สับปะรดสับปะรด เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากบริเวณทวีปอเมริกาใต้ ลำต้นมีขนาดสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร การปลูกสามารถปลูกได้ง่ายโดยการฝังกลบหน่อหรือส่วนยอดของผลที่เรียกว่า จุก เปลือกของผลสับปะรดภายนอกมีลักษณะคล้ายตาล้อมรอบผล สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4℃ ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูง

สับปะรด จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของสับปะรดนั้นมีอยู่หลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆจำนวนมาก ซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพเราเป็นอย่างมาก และสรรพคุณสับปะรดทางสมุนไพรนั้น ก็ชวยรักษาอาการต่าง ๆได้อย่างหลากหลายเช่นกัน เช่น โรคบิด โรคนิ่ว ช่วยบรรเทาอาการแผล เป็นหนอง ขับปัสสาวะ เป็นต้น

ประโยชน์ของสับปะรด

  1. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
  3. ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา
  4. เป็นผลไม้ที่เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสบายท้องไม่รู้สึกอึดอัด ดื่มน้ำสับปะรดปั่นกันดีกว่า
  5. ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงสับปะรด เป็นต้น
  6. นำมาใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำเป็นสับปะรดกวนก็ได้
  7. การแปรรูปสับปะรดอื่น ๆ เช่น การทําไวน์สับปะรด แยมสับปะรด เป็นต้น
  8. ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งประโยชน์ของสับปะรด
  9. ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัดได้
  10. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
  11. ช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือก
  12. สับปะรด สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการร้อนกระสับกระส่าย หิวน้ำ
  13. ช่วยแก้อาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก
  14. ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน
  15. ช่วยลดเสมหะในลำคอได้
  16. ช่วยในการขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก
  17. ช่วยรักษาโรคนิ่ว
  18. ช่วยรักษาโรคไตอักเสบ
  19. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  20. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
  21. ช่วยบรรเทาอาการของโรคบิด
  22. เชื่อว่าช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคนิ้วล็อก (Trigger Finger)
  23. ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ

    สรรพคุณของสับปะรด

  24. ช่วยรักษาอาการแผลเป็นหนอง
  25. ช่วยแก้ปัญหาส้นเท้าแตก
  26. ช่วยลดการอักเสบจากบาดแผล
  27. เป็นยารักษาโรคผิวหนัง
  28. ใบสด นำมาใช้เป็นยาถ่าย หรือยาฆ่าพยาธิ ได้
  29. ผลดิบสามารถนำมาใช้ห้ามเลือดได้
  30. ผลดิบสับปะรด ช่วยขับประจําเดือน
  31. ส่วนของรากสับปะรด นำมาใช้เป็นยาแก้กระษัย บำรุงไตได้
  32. หนามของสับปะรด ช่วยแก้พิษฝีต่าง ๆได้

หญ้าหนวดแมว สมุนไพรขับปัสสาวะใช้ต้องระวัง

หญ้าหนวดแมว สมุนไพรขับปัสสาวะใช้ต้องระวัง

หญ้าหนวดแมวหญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นสี่เหลียม มีสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงตัวแบบตรงข้ามสลับตั้งฉาก (decussate) รูปร่างใบแบบ รูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ช่อดอกแบบกระจุก ปลายยอดคล้ายฉัตร ออกบริเวณปลายยอด และปลายกิ่ง สมบูรณ์เพศ สมมาตรด้านข้าง กลีบดอกมีสีขาว และสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายของหญ้าหนวดแมวแยกเป็นรูปปากเปิด เกสรเพศผู้เป็นเส้นยาวยื่นออกมานอกกลีบดอก ผล เป็นผลแห้งไม่แตก

วิธีการทำหญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะ

  1. ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำตลอดวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  2. ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำรับประทาน ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

สรรพคุณของหญ้าหนวดแมว

  1. ทั้งต้นมีรสจืด สรรพคุณช่วยรักษาโรคกระษัย (ทั้งต้น)
  2. สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยลดความดันโลหิต (ใบ)
  3. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (ใบ)
  4. สรรพคุณต้นหนวดแมว ช่วยรักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ (ทั้งต้น)
  5. ผลหญ้าหนวดแมว มีรสฝาด สรรพคุณช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ (ผล)
  6. เปลือกฝัก หญ้าหนวดแมว สรรพคุณช่วยแก้ลำไส้พิการ (เปลือกฝัก)
  7. ช่วยแก้บิด แก้อาการท้องร่วง (ผล)
  8. ช่วยรักษาโรคในทางเดินปัสสาวะ ช่วยขับปัสสาวะ รักษาโรคนิ่ว สลายนิ่ว หรือช่วยลดขนาดก้อนนิ่ว ด้วยการใช้ต้นกับใบประมาณ 1 กอบมือ (หากใช้ใบสดให้ใช้ประมาณ 90-120 กรัม แต่ถ้าเป็นใบแห้งให้ใช้ประมาณ 40-50 กรัม) นำมาต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา หรือประมาณ 75 cc. วันละ 3 ครั้ง หรืออีกสูตรให้ใช้กิ่งกับใบขนาดกลาง (ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป) นำมาล้างให้สะอาดแล้วผึ่งในที่ร่มให้แห้ง ให้ใช้ประมาณ 4 หยิบมือ (ประมาณ 4 กรัม) นำมาชงกับน้ำเดือดประมาณ 750 cc. เหมือนชงชา แล้วนำมาดื่มต่างน้ำตลอดทั้งวัน นานประมาณ 1-6 เดือน จะช่วยทำให้ปัสสาวะใสและคล่องขึ้น ช่วยทำให้อาการปวดของนิ่วลดลงและทำให้นิ่วมีขนาดเล็กลงและหลุดออกมาเอง (ใบ,ราก,ทั้งต้น)
  9. ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศออสเตรเลีย มีการใช้หญ้าหนวดแมวเพื่อรักษาอาการอักเสบของไต และนิ่วในไต (ใบ,ทั้งต้น)
  10. ในอินโดนีเซียมีการใช้ใบนำมาชงเป็นชาดื่ม ช่วยแก้โรคไตและกระเพาะปัสสาวะ (ใบ,ทั้งต้น)
  11. ช่วยป้องกันโรคไตพิการ (ผล,เปลือกฝัก)
  12. ช่วยลดน้ำขับกรดยูริกจากไต ช่วยป้องกันไม่ให้แคลเซียมตกค้างในไต ช่วยขยายท่อไตให้กว้างขึ้น และช่วยบรรเทาอาการปวด (ใบ)
  13. ช่วยขับล้างสารพิษในระบบทางเดินปัสสาวะ ไตและตับ (ทั้งต้น)
  14. หญ้าหนวดแมว สรรพคุณช่วยแก้หนองใน (ทั้งต้น)
  15. ช่วยรักษาโรคปวดตามสันหลัง และบั้นเอว (ใบ,ทั้งต้น)
  16. ช่วยรักษาโรคปวดข้อ อาการปวดเมื่อยและไข้ข้ออักเสบ (ใบ)

ข้อควรระวังใช้หญ้าหนวดแมว

  • คนที่เป็นโรคหัวใจ ไต ห้ามรับประทาน เพราะมีสารโปตัสเซียมสูงมาก ถ้าไตไม่ปกติ จะไม่สามารถขับโปตัสเซียมออกมาได้ ซึ่งทำให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างร้ายแรง
  • คนปกติที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่อาจพบได้คือ อาการใจสั่น หายใจลำบาก ดังนั้นการใช้สมุนไพรชนิดนี้ครั้งแรก หากใช้วิธีการชงดื่มให้ใช้วิธีจิบ ๆ ดูก่อน หากมีอาการผิดปกติก็ควรหยุด แล้วดื่มน้ำตามให้มาก ๆ สักพักอาการก็จะหายไปเอง
  • คนที่เป็นนิ่วจะรักษาได้ผลต้องมีขนาดเล็ก จะใช้กับคนที่เป็นนิ่วขนาดใหญ่ไม่ได้
  • การใช้หญ้าหนวดแมวทำเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะ ไม่ควรใช้วิธีการต้ม แต่ให้ใช้วิธีการชง และควรใช้ใบอ่อนในการทำเป็นยา เนื่องจากใบแก่จะมีความเข้มข้นมาก มีฤทธิ์ไปกดหัวใจ ซึ่งจะเป็นอันตรายได้
  • ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรหญ้าหนวดแมวควบคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น

 

ทับทิม สมุนไพรถ่ายพยาธิและยาระบาย

ทับทิม สมุนไพรถ่ายพยาธิและยาระบาย

ทับทิมทับทิม เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัพกานิสถาน ผลไม้ชนิดนี้จะชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นผลไม้มงคลของคนจีนอีกด้วย ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมากจึงสื่อความหมายถึงการมีลูกชายมาก ๆด้วยนั่นเอง โดยกิ่งใบของทับทิมก็นำมาใช้ในพิธีการต่าง ๆ ที่มีน้ำมนต์ในประกอบพิธี หรือนำมาใช้พรมน้ำมนต์เพราะเชื่อว่ามีไว้ติดตัวจะช่วยในเรื่องการคุ้มครอง ภัยอันตรายต่าง ๆได้ด้วย แต่ในทางวิทยาศาสร์ ทับทิมเป็นสมุนไพรช่วยถ่ายพยาธิและเป็นยาระบาย

ประโยชน์ของทับทิม

  1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  2. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยในการชะลอวัย
  3. น้ำทับทิมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการนำน้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชามาทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
  4. น้ำทับทิมช่วยเพิ่มความสดชื่น แก้กระหาย คลายร้อนได้เป็นอย่างดีน้ำทับทิม
  5. ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
  6. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บรรเทาอาการหวัด
  7. ช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
  8. ทับทับมีวิตามินซีสูงมาก และยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และกรดโฟลิกอีกด้วย
  9. ใบทับทิมใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆที่ใช้น้ำมนต์ในการประกอบพิธี
  10. ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์
  11. ช่วยในการปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน
  12. ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
  13. ช่วยในการบำบัดอาการของโรคเบาหวาน
  14. ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
  15. น้ำต้มเปลือกทับทิมช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
  16. ช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเสริมสุขภาพหัวใจให้ดียิ่งขึ้น
  17. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
  18. ช่วยบำรุงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
  19. ช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
  20. ช่วยลดความดันโลหิตสูง
  21. ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด
  22. ช่วยในการฟอกไตและท่อปัสสาวะ
  23. ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
  24. มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆได้เป็นอย่างดี
  25. ช่วยแก้อาการระดูขาว ตกเลือด
  26. ช่วยบำรุงสุขภาพตับให้แข็งแรง
  27. มีส่วนช่วยบำรุงและต่อต้านอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย
  28. เปลือกทับทิมสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้ เพราะมีสารในกลุ่มแทนนินอยู่ในปริมาณมาก
  29. เปลือกทับทิมมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
  30. เปลือกผลช่วยรักษาแผลหิด กลากเกลื้อน
  31. เปลือกของทับทิมช่วยต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
  32. ยาต้มจากเปลือกผลช่วยรักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยช่วยลดจำนวนครั้งในการขับถ่าย และทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรกนานขึ้น
  33. เปลือกต้นและเปลือกรากของทับทิม สามารถใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเปลือกของรากและต้นที่ยังสด ๆประมาณครึ่งกำมือ เติมกานพลูวงไปเล็ก น้อยเพื่อแต่งรส นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจกเหลือถ้วยครึ่ง แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจึงรับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลืออีก 2 ช้อนโต๊ะตามไป อีกครั้งหนึ่ง
  34. ดอกทับทิมใช้ห้ามเลือดได้ ด้วยการนำดอกแห้งมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาหรือโรยใส่บริเวณบาดแผล
  35. ดอกทับทิม ช่วยแก้อาการหูชั้นในอักเสบ
  36. ใบของทับทิมสามารถนำมาอมกลั้วคอ หรือทำเป็นยาล้างตาก็ได้
  37. ช่วยลดปัญหาผมร่วง ด้วยการนำยาพอกที่ได้จากใบ แล้วนำมาพอกหนังศีรษะ
  38. ชาวอินเดียนำน้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกของทับทิมมาปรุงเป็นยาธาตุ สมานลำไส้ บำรุงหัวใจ
  39. ทับทิมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่า 13 ชนิด โดยช่วยให้เซลล์มะเร็งไม่เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น
  40. ช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่

วิธีการทำทับทิมให้เป็นสมุนไพร

  1. ถ่ายพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้ดี ใช้เปลือกสดของราก , ต้น ที่เก็บใหม่ๆ 60 กรัม หรือประมาณ 1/2 กำมือ เติมกานพลูหรือกระวานลงไปเล็กน้อย เพื่อแต่งรส ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (30 ซี.ซี.) หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง รับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะตาม  ควรอดอาหารก่อนรับประทานยา
  2. ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิดและอหิวาตกโรค) ใช้เปลือกผล ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1/4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือน้ำปูนใสให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้
  3. บิด (มีอาการปวดเบ่ง ถ่ายมีมูก หรืออาจจะมีเลือด) ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิม ครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้

 

ถั่งเช่าสมุนไพรจีนรักษาโรคสารพัด

ถั่งเช่าสมุนไพรจีนรักษาโรคสารพัด

ถั่งเช่าถั่งเช่าเป็นสมุนไพรจีน มีความหมายว่า “หญ้าหนอน” หรือ “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” เกิดจากหนอนผีเสื้อแถบที่ราบสูงทิเบต ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราในสกุล Ophiocordyceps อาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน เห็ดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordyceps sinensis เห็ดถั่งเช่าพบในทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการหย่อนและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงเชื่อว่ารักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย มีความต้องการในท้องตลาดสูง และมีราคาแพง

สรรพคุณของถั่งเช่า

ถั่งเช่ามีฤทธิ์ไม่ร้อน มีรสหวาน เข้าเส้นลมปรานไต บำรุงไต เสริมภูมิคุ้มกันและพลังชีวิต แก้อาการอ่อนเพลีย ภูมิแพ้ แก้ไอ ละลายเสมหะ หอบหืด ไอเรื้อรัง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เข่าอ่อน เอวอ่อน ทำให้แก่ช้า และเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ที่กำลังฟื้นไข้

การทดลองทางการแพทย์พบว่า สารสกัดจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด กระตุ้นสมรรถภาพการทำงานของต่อมหมวกไต เพิ่มภูมิคุ้มกัน ให้กับผู้ป่วยโรคไต ช่วยลดจำนวนครั้งในการฟอกไต สมานแผลจากโรคเบาหวาน ช่วยลดการโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็งต่างๆ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ฟื้นฟูสมรรถนะของไต ช่วยบรรเทาอาการและรักษาไตอักเสบ นิ่วในไต เสริมภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยโรคไต
  2. ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
  3. ช่วยชะลอความแก่ บำรุงร่างกาย ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
  4. ช่วยบรรเทาอาการและรักษาโรคภูมิแพ้ ให้ร่างกายมีความสมดุล
  5. สำหรับผู้มีบุตรยาก ถั่งเช่า จะเติมเต็มน้ำอสุจิและไขกระดูก
  6. เพิ่มประสิทธิภาพของปอดและหลอดลม
  7. ช่วยบรรเทาอาการและรักษาโรคต่อมลูกหมาก
  8. ช่วยบรรเทาอาการและรักษาอาการอ่อนเพลีย ปวดเอว
  9. ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตของร่างกาย
  10. กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญกับร่างกายอย่างมาก

 

สรรพคุณเห็ดหลินจือ

สรรพคุณเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือเห็ดหลินจือ (อังกฤษ: Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉิน ซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้น ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง

เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารยับยั้งอาการต่างๆ ข้างต้น เห็ดหลินจือในแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุด คือ เห็ดหลินจือสีแดง ซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ พบว่ามีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด

สรรพคุณของเห็ดหลินจือ

  • เห็ดหลินจือใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
  • ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สีหน้าแจ่มใส
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
  • สรรพคุณเห็ดหลินจือใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยทำให้อายุยืนยาว
  • ช่วยชะลอแก่ ชะลอวัย
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรง
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น
  • ช่วยส่งเสริมระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น
  • ช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้นอนหลับได้สนิท
  • ช่วยทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ดีขึ้น
  • สรรพคุณช่วยรักษาและต่อต้านมะเร็ง โดยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็
  • ช่วยแก้พิษจากรังสี คีโม เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำจากคีโม ท้องเสียอักเสบจากการฉายรังสี อาการปวดจากพิษบาดแผล
  • ช่วยลดความดันโลหิตและรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • ช่วยปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำให้สมดุล
  • ช่วยรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองและหัวใจอุดตัน ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ช่วยลดไขมันในเลือด
  • ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทให้ทุเลายิ่งขึ้น
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมอาการเบาหวาน
  • ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด
  • ช่วยรักษาโรคประสาท
  • สรรพคุณของเห็ดหลินจือช่วยบำรุงตับ และรักษาโรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ
  • เห็ดหลินจือรักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น
  • ประโยชน์ของเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคลมบ้าหมู
  • ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษ
  • ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
  • ประโยชน์เห็ดหลินจือช่วยขับปัสสาวะ
  • ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
  • ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อ
  • ประโยชน์ของเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคเกาต์
  • ช่วยสลายใยแผลเป็น หรือพังผืดหดยืด ทำให้ในแผลเป็นอ่อนนิ่มและหดตัวเล็กลง
  • ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัส อย่าง ไวรัสเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด
  • ช่วยรักษาโรคลูปัส อีริทีมาโตซัส ทั่วร่าง (SLE) หรือโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ
  • ช่วยแก้อาการป่วยบนที่สูง เช่น อาการหูอื้อ
  • ช่วยรักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดออกซิเจน เช่น ถุงลมโป่งพอง หัวใจหล้มเหลว เส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือน
  • ช่วยแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • ช่วยป้องกันการเสื่อมสรรถภาพทางเพศ
  • เห็ดหลินจือจัดเป็นสเตียรอยด์ธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษหรือผลข้างเคียงเหมือนกับสเตรียรอยด์สังเคราะห์

ข้อสังเกตุสำหรับผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีที่ท่านเห็ดหลินจือ

สำหรับผู้ที่เริ่มทานเห็ดหลินจือใหม่ๆ นั้น อาจจะรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย อาจมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ผิวหนังเกิดอาการคัน อาการคล้ายท้องผูก หรือท้องเสีย มีปัสสาวะบ่อย หรือมีผลลักษณะของโรคนั้นๆ ที่เป็นปฏิกริยาสะท้อน ถือว่าเป็นเรื่องปกติของการบำบัดรักษาโรคด้วยสมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากตัวยาได้เริ่มแทรกซึมเข้าไปรักษาโรคนั้นๆ และเข้าไปล้างสารพิษออกจากร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว ซึ่งไม่ใช่ผลข้างเคียง

 

 

สรรพคุณของอัญชัน

สรรพคุณของอัญชัน

อัญชันอัญชันเป็นไม้เถา ลำต้นมีขนนุ่ม มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ ปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน มีชื่อพื้นเมืองอื่นอีกคือแดงชัน (เชียงใหม่) และเอื้องชัน,เองชัญ (เหนือ) เมื่อคั้นออกมาจะได้เป็นสีฟ้า อัญชันเป็นพืชประเภทไม้ล้มลุกเลื้อยพัน ยาว 1-5 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3-9 ใบ รูปรีแกมขอบขนานหรือรูปรีแกมไข่กลับ กว้าง 1-3 ซม. ยาว 2-5 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีน้ำเงิน ม่วงหรือขาว ตรงกลางกลีบสีเหลืองหม่นขอบสีขาว ผลเป็นฝัก รูปดาบ โค้งเล็กน้อย ปลายเป็นจะงอย แตกเป็น 2 ฝา เมล็ดรูปไต จำนวน 6-10 เมล็ด

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของอัญชัน

  • ดอกสีน้ำเงิน ใช้เป็นสีแต่งอาหาร ขนม โดยใช้กลีบดอกสด ตำเติมน้ำเล็กน้อย กรองด้วยผ้าขาวบาง คั้นเอาน้ำออก จะได้น้ำสีน้ำเงิน (Anthocyanin) ใช้เป็น indicator แทน lithmus ถ้าเติมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย จะกลายเป็นสีม่วง ใช้แต่งสีอาหารตามต้องการ มักนิยมใช้แต่งสีน้ำเงินของขนมเรไร ขนมน้ำดอกไม้ ขนมขี้หนู
  • รากต้นอัญชันดอกสีขาว ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาระบาย

ประโยชน์ของอัญชัน

 

  • น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
  • เครื่องดื่มน้ำอัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย
  • มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย
  • ประโยชน์ของดอกอัญชัน มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด
  • ดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด
  • ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ
  • ช่วยรักษาอาการผมร่วง (ดอก)
  • อัญชันทาคิ้ว ทาหัว ใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกขนช่วยให้ดกเดาเงางามยิ่งขึ้น (น้ำคั้นจากดอก)
  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
  • อัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
  • ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ตาแฉะ (น้ำคั้นจากดอกสดและใบสด)
  • ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน ตามเสื่อมจากโรคเบาหวาน (ดอก)
  • ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
  • นำรากไปถูกับน้ำฝน นำมาใช้หยอดตาและหู (ราก)
  • นำมาถูฟันแก้อาการปวดฟัน และทำให้ฟันแข็งแรง (ราก)
  • ใช้เป็นยาระบาย แต่อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ (เมล็ด)
  • ดอกอัญชันใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก,ใบ)
  • แก้อาการปัสสาวะพิการ
  • สรรพคุณอัญชันใช้แก้อาการฟกช้ำ (ดอก)
  • ช่วยป้องกันและแก้อาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า
  • นำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำอัญชันเพื่อใช้ดับกระหาย
  • ดอกอัญชันตากแห้งสามารถนำมาชงดื่มแทนน้ำชาได้เหมือนกัน
  • ดอกอัญชันนำมารับประทานเป็นผักก็ได้ เช่น นำมาจิ้มน้ำพริกสด ๆ หรือนำมาชุบแป้งทอดก็ได้
  • น้ำดอกอัญชันนำมาใช้ทำเป็นสีผสมอาหารโดยให้สีม่วง เช่น ขนมดอกอัญชัน ข้าวดอกอัญชัน (ดอก)
  • ช่วยปลูกผมทำให้ผมดกดำขึ้น (ดอก)
  • ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง ครีมนวดผม ยาสระผม เป็นต้น
  • นิยมนำมาปลูกไว้ตามรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม

 

สรรพคุณและประโยชน์ของเสาวรส

สรรพคุณและประโยชน์ของเสาวรส

เสาวรสเสาวรส หรือ กะทกรกฝรั่ง หรือ กะทกรกสีดา หรือ กะทกรกยักษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Passiflora edulis, อังกฤษ: Passionfruit, สเปน: Maracujá) เป็นไม้เถาเลื้อย ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณประเทศบราซิล ปารากวัย อาร์เจนตินา ผลเป็นรูปกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีหลายสีแล้วแต่พันธุ์ ทั้งสีม่วง เหลือง ส้ม ชั้นในสุดของเปลือกเป็นเยื่อสีขาวที่เรียกรก ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก อยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นถุง กลิ่นคล้ายฝรั่งสุก รสเปรี้ยวจัด บางพันธุ์มีรสอมหวาน

ผลสุกของเสาวรสนำมาทำน้ำผลไม้และไวน์ หรือเติมลงในน้ำผลไม้ชนิดอื่นเพื่อเพิ่มกลิ่น ในทวีปอเมริกาใต้รับประทานเปลือกของเสาวรสสุก หรือนำไปปั่นรวมกับน้ำตาลและน้ำเสาวรสเป็นเครื่องดื่มที่เรียก Refresco นำเนื้อเสาวรสไปทำขนมได้หลายชนิดทั้งเค้ก ไอศกรีม แยม เยลลี ยอดเสาวรสนำไปแกงหรือกินกับบบน้ำพริกลล เมล็ดนำไปสกัดน้ำมันพืช ทำเนยเทียม เปลือกนำไปสกัดสารเพกทินหรือ นำมาตากแห้งเป็นอาหารสัตว์ เปลือกเสาวรสที่อ่อนบางพันธุ์มีสารประกอบไซยาไนต์เล็กน้อยโดยเฉพาะผลสีม่วง แต่เมื่อนำเปลือกมาทำแยมด้วยความร้อนสูง สารประกอบไซยาไนต์จะหายไป

เสาวรสอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมอยู่หลายชนิด ซึ่งได้แก่ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี2 วิตามินบี3 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุสังกะสี และ คาร์โบไฮเดรต และยังมีใยอาหารในปริมาณสูงรวมอยู่ด้วย ซึ่งนิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด โดยเสาวรสที่ลักษณะดีนั้นต้องไม่เหี่ยว ผิวต้องเต่งตึง แต่ทั้งนี้ห้ามรับประทานในส่วนของต้นสดเด็ดขาด เพราะมีสารพิษอันตราย อาจทำให้เสียชีวิตได้ รอรับประทานผลอย่างเดียวจะดีกว่า

ประโยชน์ของเสาวรส

  1. เสาวรส ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  2. ช่วยในการชะลอวัย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
  4. ช่วยในการบำรุงสายตา เนื่องจากมีวิตามินเอรวมอยู่ด้วย
  5. น้ำเสาวรสช่วยให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น
  6. น้ำเสาวรสช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
  7. มีวิตามินบี2 ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม
  8. มีแคลเซียมซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกเสื่อมและกระดูกหัก
  9. มีโพแทสเซียมสูงสูง ที่ช่วยให้มีสติปัญญา จิตใจร่าเริงแจ่มใส ด้วยการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง
  10. มีแมกนีเซียม ซึ่งช่วยในการเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน
  11. มีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพเหงือกและฟันให้แข็งแรง
  12. นิยมนำมาดื่มเป็นน้ำผลไม้ หรือใช้เป็นส่วนผสมในน้ำผลไม้รวม
  13. ใช้ทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น สำหรับวิธีทำน้ําเสาวรส อย่างแรกให้เตรียม เสาวรสที่สุกแล้ว 3 ลูก / น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย / เกลือป่นหนึ่งช้อนโต๊ะ / น้ำต้มสุกแช่เย็นหนึ่งถ้วย หลังจากนั้นนำเสาวรสไปล้างให้สะอาดทั้งเปลือก แล้วนำมาผ่าครึ่งตามขวาง แล้วนำช้อนตักเมล็ดเนื้อเสาวรส น้ำออกให้หมด แล้วนำมาปั่นกับน้ำต้มสุกจนละเอียด แล้วกรองกากและเมล็ดออกด้วยการใช้ผ้าขาวบางหรือกระชอน หลังจากนั้นนำน้ำเสาวรสที่กรองเรียบร้อยแล้วลงในเครื่องปั่น ใส่น้ำเชื่อม เกลือป่น นำแข็งตามลงไปปั่น เสร็จแล้วก็จะได้น้ำเสาวรสฝีมือของเราแล้ว
  14. น้ำเสาวรสนำมาใช้แต่งกลิ่นหรือรสชาติในโยเกิร์ต น้ำอัดลม เป็นต้น
  15. เนื้อเสาวรสนำไปทำขนมได้หลายชนิด เช่น เค้ก แยม เยลลี่ ไอศกรีม เป็นต้น
  16. ใช้นำไปประกอบของหวาน เช่น นำเมล็ดเสาวรสมาใช้แต่งหน้าเค้ก
  17. ใช้นำมาประกอบอาหาร เช่น การนำยอดเสาวรสไปแกงหรือกินกับน้ำพริก
  18. เมล็ดของเสาวรสสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันพืชได้
  19. ใช้ทำเนยเทียม จากเมล็ดเสาวรส
  20. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ด้วยการนำเปลือกไปสกัดสารเพกทินหรือนำมาตากแห้ง
  21. เปลือกเสาวรสสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยหมักได้
  22. ใช้ทำเป็นน้ำมันนวดผ่อนคลาย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการช่วยผ่อนคลายได้ดี
  23. ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางเช่น ผลิตภัณฑ์กันแดด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์รักษาสิว เป็นต้น
  24. ช่วยในการสมานผิวรักษาเนื้อเยื่อผิวหนัง
  25. ช่วยปรับสมดุลในร่างกายและลดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน
  26. ที่เปอร์โตริโก นิยมนำเสาวรสมาใช้ในการลดความดันโลหิต
  27. ช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  28. ช่วยในการฟื้นฟูตับและไตให้มีสุขภาพแข็งแรง
  29. ช่วยในการกำจัดสารพิษในเลือด
  30. ช่วยบรรเทาอาการปวด
  31. ช่วยในการบำรุงปอด
  32. ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
  33. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  34. ช่วยรักษาอาการหอบหืด
  35. ใบสดนำมาใช้พอกแก้หิดได้
  36. ดอกใช้ขับเสมหะ ช่วยแก้ไอได้
  37. เมล็ดมีสารที่ทำหน้ายับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดี

 

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรขับปัสสาวะ

กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรขับปัสสาวะ

กระเจี๊ยบแดงชื่อวิทยาศาสตร์ :   Hibiscus sabdariffa  L.
ชื่อสามัญ :   Jamaican Sorel, Roselle
วงศ์ :   Malvaceae
ชื่ออื่น :  กระเจี๊ยบ  กระเจี๊ยบเปรี้ย  ผักเก็งเค็ง  ส้มเก็งเค็ง  ส้มตะเลงเครง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชประเภทไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 1-2 เมตร เปลือกต้นเรียบ ลำต้นและกิ่งสีม่วงแดง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบหยักเว้าลึก 3-5 แฉก แต่ละแฉกกว้าง 0.5-3 ซม. ยาว 3-8 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 4-15 ซม. ดอก ออกเดี่ยวตามซอกใบ มีริ้วประดับสีแดง กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 แฉก สีแดงเข้ม อวบน้ำ กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง ตรงกลางดอกสีม่วงแดง เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผล รูปไข่ สีแดงเข้ม มีกลีบเลี้ยง ติดทนขนาดใหญ่รองรับอยู่จนผลแก่ ผลแห้งแตกได้ เมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมาก

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง

  1. กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลือที่ผล ใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และในการช่วยลดน้ำหนัก โดยมีการทดลองกับกระต่ายที่มีไขมันสูง แล้วพบว่าระดับไครกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และระดับไขมันเลว (LDL) ลดลง และมีปริมาณของไขมันชนิดดี (HDL) เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ความรุนแรงของการอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่จากหัวใจก็น้อยลงกว่ากลุ่ม ที่ไม่ได้รับสารสกัดกระเจี๊ยบแดงอีกด้วย (ผล,เมล็ด,น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  2. สรรพคุณของดอกกระเจี๊ยบแดง ช่วยละลายไขมันในเส้นเลือด (ดอก)
  3. เมล็ด ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง (เมล็ด,น้ำกระเจี๊ยบแดง,ยอดและใบ)
  4. ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย (เมล็ด)
  5. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (เมล็ด)
  6. ช่วยลดความดันโลหิต โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด โดยมีรายงานการวิจัยทางคลินิกพบว่าในวันที่ 12 หลังผู้ป่วยได้รับชาชงกระเจี๊ยบแดงทุกวัน ค่าความดันโลหิตเมื่อหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลง 11.2% และ 10.7% ตามลำดับเมื่อเทียบกับวันแรก และ 3 วันหลังจากหยุดดื่มชาชงความความดันโลหิตทั้งสองค่าก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  7. สรรพคุณกระเจี๊ยบแดง เมล็ดช่วยบำรุงโลหิต (เมล็ด)
  8. ช่วยแก้เส้นเลือดตีบตัน ช่วยรักษาเส้นเลือดให้แข็งแรงและอ่อนนิ่มยืดหยุ่นได้ดี (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  9. น้ำกระเจี๊ยบช่วยทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  10. สรรพคุณของดอกกระเจี๊ยบแดง ช่วยรักษาโรคเส้นเลือดแข็งเปราะได้เป็นอย่างดี (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  11. ในอียิปต์มีการใช้ทั้งต้นของกระเจี๊ยบแดงนำมาต้มกินเพื่อเป็นยารักษาโรคหัวใจและโรคประสาท (ทั้งต้น)
  12. ช่วยแก้อาการคอแห้ง กระหายน้ำ (น้ำกระเจี๊ยบแดง,ผล)
  13. น้ำกระเจี๊ยบ สรรพคุณช่วยแก้อาการร้อนใน (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  14. ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  15. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันหวัด เนื่องจากกระเจี๊ยบแดงมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารสีแดงในกลุ่มเดียวกับที่พบในผลไม้อย่างบลูเบอร์รี่ แต่กระเจี๊ยบแดงจะมีสารชนิดนี้มากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 50%
  16. กระเจี๊ยบแดง สรรพคุณช่วยลดไข้ (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  17. ดอกกระเจี๊ยบแดง สรรพคุณช่วยแก้อาการไอ (น้ำกระเจี๊ยบแดง,ใบ)
  18. ใบ ใช้เป็นยากัดเสมหะ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก (ใบ,ดอก)
  19. ช่วยรักษาและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากมีวิตามินซีในปริมาณที่สูงอยู่พอสมควร (น้ำกระเจี๊ยบ)
  20. ช่วยในการย่อยอาหาร ใช้เป็นยาระบาย ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น (น้ำกระเจี๊ยบ,เมล็ด,ยอดและใบ)
  21. ในอียิปต์ มีการใช้ทั้งต้นนำมาต้นกินเป็นยาลดน้ำหนักเนื่องจากเป็นยาระบาย และยังช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้ได้อีกด้วย (ทั้งต้น)
  22. ช่วยรักษาโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบ ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผง ใช้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วดื่มน้ำตามวันละ 3-4 ครั้ง (ผล)
  23. ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (ผล)
  24. ใบกระเจี๊ยบแดง สรรพคุณช่วยแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด หรือจะใช้ผลอ่อนนำต้มรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน หรือจะใช้ร่วมกับผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ หรือจะใช้ทั้งต้นใส่หม้อต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวไฟจนงวดให้เหลือ 1 ส่วน แล้วผสมกับน้ำผึ้งกึ่งหนึ่ง ใช้รับประทานวันละ 3 เวลา หรือจะรับประทานน้ำยาเปล่า ๆ ก็ได้จนจนหมดน้ำยา (ใบ,ผล,ทั้งต้น)
  25. น้ำกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันได้อีกทางหนึ่ง โดยมีรายงานวิจัยทางคลินิกว่า เมื่อให้ผู้ป่วยดื่มผงกระเจี๊ยบขนาด 3 กรัม ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน พบว่าได้ผลดีในการขับปัสสาวะ (น้ำกระเจี๊ยบแดง,เมล็ด,ยอดและใบ)
  26. ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะ นิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ลดอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบ โดยใช้กระเจี๊ยบแห้งบดเป็นผงประมาณ 3 กรัม นำมาชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง ประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจะหาย ซึ่งจากรายงานการวิจับพบว่าผู้ป่วยที่ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงขนาด 3 กรัม ชงกับน้ำเดือด 1 แก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าผู้ป่วยกว่า 80% มีปัสสาวะที่ใสขึ้นกว่าเดิม และยังพบว่าปัสสาวะมีความกรดมากขึ้น จึงช่วยในการฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้เป็นอย่างดี (น้ำกระเจี๊ยบแดง,เมล็ด)
  27. ช่วยแก้อาการขัดเบา โดยใช้กลีบเลี้ยงของผลหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง นำมาตากแห้งแล้วบดให้เป็นผง นำมาใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (ประมาณ 3 กรัม) ใช้ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (ประมาณ 250 มิลลิลิตร) แล้วนำมาเฉพาะน้ำสีแดงใส วันละ 3 ครั้ง ดื่มติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการจะดีขึ้นและหายไป (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  28. ช่วยป้องกันโรคต่อมลูกหมากโต (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  29. ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ และช่วยป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลาย (น้ำกระเจี๊ยบแดง,เมล็ด)
  30. สรรพคุณดอกกระเจี๊ยบแดง ช่วยรักษาไตพิการ (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  31. กระเจี๊ยบแดง สรรพคุณทางยาเมล็ดช่วยแก้ดีพิการ (เมล็ด)
  32. กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ต้านการเกิดพิษต่อตับ และช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายจากสารพิษ โดยมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดด้วยน้ำ (Anthocyanins) และสาร Protocatechuic Acid ของกระเจี๊ยบแดง สามารถช่วยลดความเป็นพิษต่อตับจากสารพิษได้หลายชนิด (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
  33. ใบใช้ตำพอกฝี หรือใช้ต้มน้ำเพื่อใช้ล้างแผลได้ (ใบ)
  34. ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของกระเจี๊ยบแดง ช่วยลดอาการบวม ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเชื้อราอะฟลาท็อกซิน ไวรัสเริม ยับยั้งเนื้องอก ช่วยขับกรดยูริก คล้ายกล้ามเนื้อเรียบ และลดความเจ็บปวด
  35. สารสกัดจากลีบดอกของกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีวัยทองไม่มากก็น้อย (กลีบดอก)
  36. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โดยสารแอนโทไซยานินจากกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งออกซิเดชั่นของไขมันเลส และยับยั้งกายตายของมาโครฟาจ โดยมีสาร Dp3-Sam ซึ่งเป็นแอนโทไซยานินชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ในห้องทดลองได้ จึงมีผลในการช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและอาจช่วยชะลอการลุกลามของมะเร็ง บางชนิดได้ (น้ำกระเจี๊ยบแดง)

ประโยชน์ของน้ำกระเจี๊ยบแดง

  1. กระเจี๊ยบมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และมีสารโพลีฟีนอล ซึ่งได้แก่ Protocatechuic Acid ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยชะลอความแก่ และช่วยให้เส้นเลือดอ่อนนิ่มได้
  2. กระเจี๊ยบใช้ทำเป็นน้ำดื่มที่ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น เนื่องจากมีกรดซิตริกอยู่ด้วยน้ำกระเจี๊ยบแดง
  3. ใบอ่อนของกระเจี๊ยบใช้รับประทานเป็นผักได้ หรือจะนำมาใช้ทำแก้งส้มก็ได้ ให้รสเปรี้ยวกำลังดี และยังมีวิตามเอสูง (12,583 I.U. ต่อ 100 กรัม) ที่ช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย
  4. กลีบเลี้ยงผลและกลีบดอกอุดมไปด้วยแคลเซียม ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  5. กระเจี๊ยบแดง จัดเป็นพืชส่งออกโดยนำไปใช้เป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับ Herbal Tea และใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ใช้บริโภคภายในประเทศ ใช้ทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ชาชง กระเจี๊ยบแดงอบแห้ง กระเจี๊ยบแดงแคปซูล เครื่องดื่มต่าง ๆ ใช้ในอุตสาหกรรมสีผสมอาหาร หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ แยม เยลลี่ เบเกอรี่ ไอศกรีม ไวน์ น้ำหวาน ซอส เป็นต้น รวมไปถึงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เช่น โลชั่น ครีมกระเจี๊ยบแดง เจลอาบน้ำ ครีมขัดผิว เป็นต้น
  6. น้ำต้มของดอกแห้งจะมีกรดผลไม้หรือ AHA อยู่หลายชนิดในปริมาณสูง จึงมีการนำมาผลิตเป็นเครื่องสำอางประเภทครีมหน้าใส
  7. เมนูดอกกระเจี๊ยบแดง เช่น แกงส้มดอกกระเจี๊ยบ ยำดอกกระเจี๊ยบ แยมดอกกระเจี๊ยบ ดอกกระเจี๊ยบแช่อิ่ม กระเจี๊ยบกวน ชากระเจี๊ยบแดง น้ำกระเจี๊ยบแดง เป็นต้น
  8. ในแอฟริกาใต้มีการน้ำมันจากเมล็ดเป็นยารักษาแผลให้อูฐ
  9. นอกจากนี้ลำต้นของกระเจี๊ยบแดงยังสามารถนำมาทำเป็นเชือกปอได้อีกด้วย

 

สรรพคุณบร็อคโคลี่ เมนูอาหารคลีนเหมาะสำหรับลดน้ำหนัก

สรรพคุณบร็อคโคลี่ เมนูอาหารคลีนเหมาะสำหรับลดน้ำหนัก

บร็อคโคลี่ บร็อคโคลี มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพ โดยต้นบร็อคโคลี่นั้นจะมีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นมีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้างมีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทาน บร็อคโคลี่ทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเองจากการศึกษาวิจัยของมหาลัย อิลลินอยส์พบว่าการรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั่น เมื่อรับประทานร่วมกับต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่า เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธี การปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้

สรรพคุณของบร็อคโคลี่

 

  1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
  3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
  4. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
  5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสามารถ
  6. ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
  7. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
  8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  9. ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ (Strokes)
  10. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
  11. ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
  12. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคปอดร้ายแรง จากงานวิจัยของ ดร.ชีแอม บิสวัล (วิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นส ฮอฟกินส์ USA) พบว่าสารในบร็อคโคลี่อาจช่วยยับยั้งการทำลายที่นำไปสู่ไปการเป็นโรคปอดร้าย แรง หรือที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ (Chronic Obsructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โดยโรค COPD มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ โดยสารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่จะช่วยส่งเสริมให้ยีน NRF2 ในเซลล์ปอดเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษต่าง ๆในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ได้ และผู้ป่วย COPD ระยะก้าวหน้าจะมีการทำกิจกรรมกับยีน NRF2 ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่เปิดให้กลไกหลายอย่างเพื่อขับพิษและสารก่อพิษต่าง ๆทำงาน เพื่อไม่ให้สารพิษทำลายเซลล์ปอด
  13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
  14. สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  15. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่ามีเพียงผักผลไม้ 5 ชนิดเท่านั้นที่มีารประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี่ ส้ม แอปเปิ้ล หัวไชเท้า และมันฝรั่ง โดยบร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีสารดังกล่าวมากที่สุด
  16. ช่วยป้องกันความผิดปกติของเด็กแรกเกิด
  17. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันเนื่องจากบร็อคโคลี่มีวิตามินซีที่สูงมาก
  18. บร็อคโคลี่มีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลง เนื่องจากเป็นผักที่มีแมกนีเซียมสูง
  19. สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่ เป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบร็อคโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียง 3 วัน
  20. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  21. บร็อคโคลี่มีสารเคอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความอึด แรงดี ออกกำลังได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย
  22. การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะ ปัสสาวะ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มการแข่งตัวอย่างรวดเร็ว (งานวิจัยของคุณหมอ Steven Schwartz มหาวิทยาลัย Ohio State University เมือง Columbus)
  23. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้อ
  24. บร็อกโคลี่มีโฟเลตสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพิการทางสมองของเด็กรารก
  25. ผักบร็อคโคลี่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น บร็อคโคลี่ผัดกุ้ง ผัดหมี่ ซุป พิซซา พาสต้า เสต็ก สลัด ยำ ฯลฯ หรือจะนำมาใส่กับข้าวผัด ผัดซีอิ้ว ราดหน้า ผัดมักกะโรนีก็ได้เช่นกัน

เมนูผัดผักบร็อคโคลี่ใส่กุ้ง

เครื่องปรุง

  • บร็อคโคลี่ผัดผักบร็อคโคลี่ใส่กุ้ง
  • กุ้ง
  • น้ำมันหอย
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาลทราย
  • นำ้มันพืช
  • กระเทียมสับ
  • พริกไทย

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน เจียวกระเทียมกับน้ำมันให้มีกลิ่นหอม
  2. ใส่เนื้อกุ้งตามลงไปโดยที่ยังไม่ต้องสุกมาก ต่อด้วยบล็อคโคลี่
  3. ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย ผัดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ตักเสิร์ฟ พร้อมรับประทาน

ข้อควรระวัง

ขั้นตอนแรกของการนำส่วนผสมต่างๆลงผัดนั้นไม่ควรรีบผัดให้กุ้งสุกจนเกินไป เพราะอาจทำให้กุ้งแข็งและไม่อร่อยได้

อ้างอิง:
http://frynn.com

ถั่วดาวอินคาสรรพคุณมากหลาย

ถั่วดาวอินคา

ลักษณะของต้นถั่วดาวอินคา

ถั่วดาวอินคา

ถั่วดาวอินคา

ถั่วดาวอินคาเป็นพืชขนาดเล็กต้นไม่สูงใหญ่มากนัก มีสีเขียวสด เมื่อฝักแก่มากแล้วจะมีสีน้ำตาลเข้ม ฝักของถั่วดาวอินคาจะมีลักษณะเป็นแฉก 4-6 แฉก คล้ายรูปดาวกระจาย ในงานวิจัย ถั่วดาวอินคา มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ถุั่วดาวอินคามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีวิตามิน A และ E มีโอเมก้า 3 6 และ 9 ในปริมาณที่สูงมาก

 

ประโยชน์ของต้นถั่วดาวอินคา

  1. ลดพุง ลดไขมันหน้าท้อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยนำใบมาชงเป็นชาแล้วดื่ม ที่สำคัญไม่มีคาเฟอีนผสม สามารถชงดื่มได้ทุกวัน organic ปลอดสารเคมี 100%
  2. ถั่วดาวอินคาช่วยป้องกันการเกิดโรค เพราะมีโอเมก้า 3 6 9 และยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน คอเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
  3. ถั่วดาวอินคาสามารถนำมาสกัดเป็น น้ำมันถั่วดาวอินคา มีคุณสมบัติในการป้องกันโรค อาทิ เช่น น้ำมันถั่วดาวอินคาโรคข้ออักเสบ โรครูมาติก โรคกระดูกพรุนและภาวะผนักหลอดเลือดแข็งตัว โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะในส่วนของความจำและการเรียนรู้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและระบบประสาท ลดความเหนื่อยล้า ความเครียด หงุดหงิด ช่วยให้นอนหลับง่าย ไมเกรน และอื่นๆ
  4. ถั่วดาวอินคามีคุณสมบัติ ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการฟื้นฟูผิวและป้องกันไม่ให้ผมร่วง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปกป้องร่างกายจากโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม
  5. ใบของต้นถั่วดาวอินคา สามาถนำไปสกัดเป็นคลอโรฟิลด์ ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าคลอโรฟิลด์ทั่วไปถึง 200 เท่า ซึ่งสามารถสกัดน้ำจากใบเป็นนำเพื่อสุขภาพได้