Recent Posts

การดูแลสุขภาพ

หมวดหมู่นี้เป็นหมวดการดูแลสุขภาพด้วยตัวท่านเอง ท่านสามารถทำได้ เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้าย

อาหารคลีนเป็นอย่างไร

อาหารคลีนเป็นอย่างไร

อาหารคลีน

อาหารคลีนคืออาหารที่ผ่านการดัดแปลงจากเดิมน้อยที่สุด ถ้าไม่ดัดแปลงเลยได้ยิ่งดี และเป็นอาหารที่มีความสดและสะอาด อาหารคลีนที่มีจุดประสงค์ก็คือ ลดน้ำหนัก ลดหุ่นให้ดีขึ้น ซึ่งปราศจาก ไกลจากโรคภัยต่างๆ ซึ่งควรมีลักษณะดังนี้

  1. ปรับตัวให้เข้ากับการทานอาหารคลีน ไม่ยึดติดรสชาติอาหารแบบเดิมๆ
  2. เลือกอาหารที่สดใหม่อยู่เสมอ
  3. เวลาเลือกซื้อสินค้าเดินให้ทั่ว หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปในตู้แช่
  4. ลดปริมาณน้ำตาลลง
  5. เน้นการดื่มน้ำเปล่าให้มาก หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำอัดลม ชานมไข่มุก เพราะจะทำให้ท้องผูก
  6. ชวนเพื่อนๆ มานั่งทานอาหารคลีนด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน
  7. จัดอาหารที่ทานให้มีความสมดุล แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อยๆ 4 หรือ 6 มื้อ ต่อวัน ห้ามอดอาหาร โดยเฉพาะอาหารเช้า
  8. เลือกทานแป้งได้ตามเหมาะสม โดยหันมาใช้แป้งข้าวกล้อง แป้งข้าวโอ๊ต แทนแป้งขาวขัดสี ซึ่งควรเน้นผักและผลไม้สด เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
  9. รู้จักสังเกตส่วนผสมให้มากขึ้น ควรอ่านฉลากสินค้าว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง
  10. อย่าเน้นไปที่การคำนวณแคลลอรี่ ควรเลือกทานอาหารให้ครบตามที่ร่างกายต้องการ อย่าไปใส่ใจในตัวเลข

อาหารคลีน1

ประโยชน์ของการนอนหลับ

ประโยชน์ของการนอนหลับ

นอนหลับการนอนหลับเป็นการพักผ่อนร่างกาย เปรียบเหมือนชาร์ตพลังงานหลังจากที่เราเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานมาทั้งวัน ถ้าเราไม่ได้นอนหลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายเราอ่อนเพลียเหนื่อยล้า ร่างกายจะเตรียมพร้อมรับการโรคต่างๆ เข้ามา ร่างกายของคนเราควรได้รับการพักผ่อนเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ทางที่ดีควรนอนไม่เกิน 4 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมกับการทำงานวันใหม่

  1. การนอนหลับจะช่วยให้คุณมีสุขภาพดี  ก่อนอื่นต้องบอกว่าอาการนอนไม่หลับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ความดันต่ำ  เบาหวาน ได้ เพราะร่างกายคุณพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าอยากแข็งแรงต้องพยายามนอนให้หลับพอเพียงและพยายามออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์  วันละ 30-40 นาที ก็จะทำให้คุณนอนหลับฝันดีแน่นอน
  2. การนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้คุณเฉลียวฉลาดขึ้น  เมื่อคุณหลับสมองก็ยังเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่คุณกักเก็บมาทั้งวัน  และเพื่อให้คุณจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดี การนอนหลับอย่างเต็มที่จะช่วยทำให้คุณไม่ลืมสิ่งต่างๆ  ที่สำคัญยังทำให้คุณเข้าใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ มีไหวพริบปฏิภาณเร็วขึ้นนั่นเอง
  3. สร้างเคมีหนุ่มสาว ปกติแล้ว เคมีหนุ่มสาวที่เรียกว่า “โกรทฮอร์โมน” จะค่อย ๆ ลดลงตามวัย รวมทั้งการนอนดึกก็ทำให้โกรทฮอร์โมนน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าเราเข้านอนเร็ว สักราว 4 ทุ่ม สมองจะช่วยผลิตโกรทฮอร์โมนธรรมชาติให้ สรุปว่ายิ่งเราหลับไว หลับสนิท เราก็ยิ่งดูอ่อนเยาว์นะ
  4. ความจำดีขึ้น การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้แค่ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกันนาน ๆ มีผลต่อความจำ, สมาธิและอุบัติเหตุมากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบคล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง ดังนั้น ต้องนอนให้เต็มอิ่มจะได้เป็นการชาร์จแบตให้สมอง พร้อมรับความจำใหม่ ๆ
  5. คุมความดันโลหิตได้ การนอนหลับเร็วจะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีวิวิทยาที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋วทำงานซับซ้อน ช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน
  6. ร่างกายเหมือนกับเหล็กที่ต้องสึกหรอ คนก็เหมือนเครื่องยนต์ ทำงานมาหนักก็ต้องหยุดพักบ้างจริงไหม ซึ่งการนอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมรถ ช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลายตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง

พฤติกรรมที่ช่วยให้นอนหลับ

  1. งดอาหารและเครื่องดื่ม เรามักจะดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ เพื่อให้คลายร้อน หรือเพื่อต้องการเจริญอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม
    – คาแฟอีนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกาแฟ น้ำชา น้ำอัดลม chocolate ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองให้ตื่น การออกฤทธิ์ของกาแฟอาจจะนานถึง 12 ชั่วโมงดังนั้นเมื่อดื่มกลางวันอาจจะส่งผลถึงการนอนในเวลากลางคืน การตอบสนองต่อกาแฟสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนไม่เหมือนกันคนที่ดื่มมากจะไม่ค่อยมี ผลส่วนคนที่ไม่เคยดื่ม อาจจะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ คุณสามารถทดสอบว่ากาแฟมีผลต่อการนอนหรือไม่โดยการงดกาแฟหรือเครื่องดื่มที่ มีส่วนผสมของกาแฟอิน 2-3 สัปดาห์แล้วดูผลต่อการนอนหลับว่าดีขึ้นหรือไม่
    – แอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์กดการทำงานของสมองทำให้หลับง่าย แต่แอลกอฮอล์ก็ทำให้ตื่นกลางคืนบ่อยคุณภาพในการนอนไม่ดี ให้หยุดดื่มสักระยะหนึ่งเพื่อดูว่าการหลับดีขึ้นหรือไม่
    – อาหารที่รับประทานก็อาจจะมีผลต่อการนอนหลับ การรับประทานอาหารเผ็ดหรือรสจัด หรือปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการแน่นท้องเวลานอน โดยเฉพาะเวลานอนราบจะทำให้อากรแน่นท้องเป็นมากขึ้นดังนั้นควรหลีกเลี่ยง ปัจจัยดังกล่าว
    – หลีกเลี่ยงยาที่อาจจะทำให้นอนไม่หลับ
    – ไม่ควรดื่มน้ำช่วงใกล้เข้านอนมาก และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัด
  2. การออกกำลังกาย หากเปลี่ยนการดื่มกาแฟตอนบ่ายให้เป็นการออกกำลังกายในตอนบ่ายแทน เช่นการเดินเร็วๆ การวิ่ง หรือการขี่จักรยาน รวมทั้งการออกกำลังแบบ aerobic และการยกน้ำหนัก การออกกำลังในช่วงดังกล่าวจะทำให้นอนหลับง่ายขึ้นใช้เวลาน้อยในการเริ่มหลับ การนอนหลับมีคุณภาพดีขึ้นคือหลับได้สนิทเพิ่มขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงบุหรี่ การสูบบุหรี่จะทำให้หลับยาก ตื่นบ่อย และฝันร้าย เนื่องจากผลของ nicotin เมื่อหยุดสูบบุหรี่ใหม่ๆอาจจะมีปัญหาในการหลับ แต่เมื่อหยุดบุหรี่ได้ก็จะหลับดีขึ้นและสุขภาพดีขึ้น
  4. การอาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำอุ่น การอาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำอุ่นทำให้การหลับดีขึ้นอาจจะเนื่องจากเมื่ออกจากน้ำอุ่นทำให้อุณหภูมิลดลง ส่งสัญญาณว่าถึงเวลานอนหลับ ดังนั้นการอาบน้ำอุ่นก่อนนอนจะช่วยให้หลับดีขึ้น

สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ

  • ขี้เหล็ก นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่นำมาปรุงอาหารช่วยให้นอนหลับสบาย ขับถ่ายสะดวก เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย นิยมนำมาทำแกงขี้เหล็ก คนภาคเหนือ-อีสาน มักแกงใส่ย่านาง ส่วนภาคกลาง-ภาคใต้นิยมแกงใส่กะทิ ส่วนที่นำมาใช้ปรุงเป็นอาหารควรเลือกส่วนยอดจนถึงใบอ่อน และดอก ในใบขี้เหล็กมีเบต้าแคโรทีนสูง ทั้งดอกและใบต่างมีสรรพคุณช่วยระงับประสาท บำรุงประสาท ช่วยให้นอนหลับ ช่วยในการระบาย และบำรุงสายตาด้วย
  • มะรุม เป็นพืชผักสมุนไพรอีกชนิดที่ออกฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับ ช่วยระบาย นิยมใช้ฝักอ่อนมาแกงส้ม ใช้ยอดอ่อนลวกจิ้มน้ำพริกหรือแกงส้ม มะรุมเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคสูงมาก ได้มีการนำใบ
    เม็ดมะรุม

    เม็ดมะรุม

    มะรุมมาบดเป็นผงบรรจุแคปซูลบริโภคอย่างแพร่หลาย บริโภคเป็นอาหารเสริมหรือโฆษณาชวนเชื่อจนนึกว่ามะรุมเป็นยาวิเศษ การบริโภคมะรุมให้เลือกยอดอ่อนหรือใบเพสลาดเท่านั้น เพราะถ้าเป็นใบแก่จะสะสมสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ใบแก่ส่วนใหญ่เกษตรกรจะใช้หมักกับดินระหว่างเตรียมแปลงเพาะปลูกจะช่วยฆ่า เชื้อราในดินได้ ในใบมีโปรตีนและแคลเซียมสูงจึงมีรายงานว่าใช้เป็นยาประสะน้ำนม และเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็กขาดสารอาหาร

  • รากบัว ไหลบัว รวมถึงเกสรดอกบัว ต่างนำมาปรุงเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้ มีรายงานทางวิชาการว่าสารสกัดจากรากบัวช่วยให้นอนหลับ สรรพคุณของรากบัว ไหลบัวช่วยบำรุงให้เจริญอาหาร ช่วยให้ประสาทสงบ บำรุงน้ำดี แก้ท้องร่วง และเกสรดอกบัว ช่วยให้ดวงจิตแช่มชื่น บำรุงหัวใจ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสมุนไพรที่นำมาปรุงเป็นชาหรือน้ำสมุนไพรดื่ม อาทิ ชาถั่วดาวอินคา บำรุงประสาท บำรุงน้ำดี ชาชุมเห็ดไทยเลือกเอาส่วนที่เป็นเมล็ดมาใช้ โดยการนำมาคั่วให้หอมก่อนแล้วนำไปชงเป็นชาดื่ม ช่วยให้นอนหลับดี แก้กระษัย ขับปัสสาวะพิการได้ดี เป็นยาระบายอ่อน ๆ รักษาโรคผิวหนังใบเตย บำรุงหัวใจช่วยให้สดชื่น และ เก๊กฮวย ช่วยให้ประสาทสงบ ช่วยในการระบายอ่อน ๆ และแก้ร้อนในกระหายน้ำ

คุณค่าของเห็ด อาหารคลีนสำหรับลดน้ำหนัก

คุณค่าของเห็ด อาหารคลีนสำหรับลดน้ำหนัก

เมื่อเราพูดถึงเห็ดแล้ว เราจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเห็ดมีหลากหลายชนิดและเป็นอาหารที่หลากหลายที่นิยมรับประทานกันเป็นอาหารเพื่อลดน้ำหนัก เพราะเห็ดเป็นอาหารประเภทปราศจากไขมัน และมีกากใยสูง

 

เห็ด (Mushroom) เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีมาช้านานและ ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดสดหรือเห็ดตากแห้ง รวมทั้งชนิดบรรจุกระป๋องด้วย และเห็ดทั้งในประเทศและ ต่างประเทศมีอยู่มากมายหลากหลายสายพันธุ์เลยทีเดียว แต่หลักๆแล้วจะมีการจำแนกกลุ่มของเห็ดออกเป็น 3 กลุ่มคือ – เห็ดชนิดที่รับประทานได้นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารเพื่อสุขภาพกัน อาทิ เห็ดนางฟ้า, เห็ดฟาง, เห็ดหูหนู, เห็ดนางรม, เห็ดโคน, เห็ดเข็มทอง ฯลฯ – เห็ดที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพร เนื่องจากมีสรรพคุณทางยา อาทิ เห็ดหอม หรือเห็ดหลินจือ ฯลฯ – เห็ดพิษที่ไม่สามารถรับประทานได้และอาจถึงแก่ชีวิตได้ อาทิ เห็ดระโงกหิน, เห็ดจิก, เห็ดจวักงู, เห็ดสน, เห็ดหมึก, เห็ดหิ่งห้อย ฯลฯ

ลักษณะของเห็ด

นักจุลชีววิทยานั้นจะถือว่าเห็ดนั้นจัดเป็นเชื้อราชั้น สูงชนิดหนึ่ง แต่สำหรับนักเกษตรแล้วกลับมองว่าเห็ดเป็นพืชชั้นต่ำ เพราะไม่สามารถสร้างอาหารขึ้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งเห็ดนั้นจะมีการเพาะพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มใยราจนกระทั่งเจริญเติบโตขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งมีสีสัน และรูปร่างของดอกเห็ดตามแต่ละชนิดของสายพันธุ์เห็ดต่างๆ ซึ่งเห็ดนั้นจะมีส่วนประกอบหรือโครงสร้างดังนี้ – หมวกเห็ด คือ ส่วนที่อยู่บนสุดของเห็ด ซึ่งมีรูปร่างและสีสันแตกต่างกันออกไป – ก้านเห็ด คือ บริเวณที่ติดเป็นเนื้อเดียวกับดอกเห็ด ซึ่งคอยรองรับดอกเห็ดให้ชูขึ้นด้านบน – ครีบเห็ด คือ บริเวณที่ทำให้เกิดสปอร์ มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ อยู่ตรงใต้หมวกเห็ด – วงแหวน คือ บริเวณที่เกิดจากเนื้อเยื่อบางๆ ที่ยึดระหว่างก้านดอกกับขอบหมวกเห็ดขาดออกจากหมวกเห็ดเมื่อบาน – เยื่อหุ้มดอกเห็ดหรือเปลือก คือ บริเวณส่วนที่อยู่ด้านนอกสุดที่ทำหน้าที่หุ้มหมวกเห็ดและก้านไว้ เมื่อยังเป็นดอกอ่อนอยู่ และจะเริ่มปริหรือแตกออกเมื่อดอกเห็ดเริ่มขยายหรือบานออก แต่ยังคงมีเยื่อหุ้มอยู่บริเวณโคนของเห็ด เพราะเป็นส่วนที่ไม่ได้มีการขยายตัวออก – เนื้อเห็ด คือ ส่วนที่อยู่ภายในของหมวกเห็ด ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใย เปราะ เหนียว และนุ่ม

เห็ดเข็มทอง   เห็ดหอม

สรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิด

  • เห็ดหอม เห็ดหอมเป็นเห็ดสายพันธุ์ที่ไม่เป็นพิษ แต่ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป เราใช้เห็ดหอมสำหรับการบำรุงตับ ลดการขยายตัวของเนื้องอก ใช้บริโภคได้ทั้งเห็ดหอมสดและเห็ดหอมแห้ง โดยมีภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า การปรุงเห็ดสามอย่าง เช่น เห็ดผัดสามชนิดมารับประทาน จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • เห็ดหลินจือ
    เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่ มีพิษน้อยมาก แต่ต้องกินในปริมาณที่จำกัด เราใช้เห็ดชนิดนี้ในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยขับเสมะ และช่วยบรรเทาความอ่อนเพลีย เห็ดชนิดเป็นเห็ดสายพันธุ์ขึ้นชื่อของประเทศจีน ที่นำมาใช้ปรุงยาตามตำหรับแพทย์แผนจีน ปัจจุบันได้ถูกนำมาสกัดเป็นยาเม็ดชนิดแคปซูล โดยผู้ผลิตอ้างว่าเป็นยาอายุวัฒนะประเภทหนึ่ง หรือใครจะนำเห็ดหลินจือมาตำให้เป็นผงแล้วผสมกับแอลกอฮอล์ดื่มก็ได้ โดยแอลกอฮอล์ที่ใช้ ต้องเป็นเอทิลแอลกอฮอล์ หรือแอลกอฮอล์ประเภทเดียวกันกับเหล้าเท่านั้น จะใช้ผสมกับเมทิลแอลกอฮอล์หรือแอลกอฮอล์เช็ดแผลไม่ได้ เพราะจะทำให้ตาบอด
  • เห็ดเข็มทอง เห็ดเข็มทองนั้นเป็นเห็ดที่ค่อนข้างแปลก เพราะตัวมันถ้ายังดิบจะเป็นพิษ แต่ถ้าปรุงสุกและผ่านความร้อนแล้วจะมีไม่พิษ เป็นเห็ดที่คนนิยมนำมาประกอบอาหารอีกชนิดหนึ่ง หากใครบริโภคเห็ดเข็มทองเข้าไปแล้ว ตัวเห็ดจะช่วยบรรเทาโรคที่เกี่ยวกับตับ และช่วยลดแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย (ขอบคุณที่มา : “เห็ด” อาหารมหัศจรรย์)

การทำลาบเห็ด

วันนี้ทีมงาน thaisamunpaifood.com การทำลาบเห็ดที่มีรสชาดแซ่บสุดๆ ซึ่งมีเครื่องปรุงดังนี้ครับ

  • พริกป่น
  • ข้าวคั่ว
  • น้ำมะนาว
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย
  • หอมแดงซอย
  • ต้มหอมซอยเห็ด
  • ผักชีฝรั่งซอย
  • น้ำเปล่า
  • ใบสะระแหน่
  • แตงกวา ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ใบโหระพา
  • เห็ด 3 ชนิด
วิธีปรุง
  1. ตั้งกระทะสำหรับรวนเนื้อด้วยไฟปานกลาง ใส่หมูสับลงไป เติมน้ำเปล่า แล้วรวนหมูจนสุก
  2. ใส่เห็ด 3 อย่าง ที่เตรียวไว้ลงไป (ชอบทานเห็ดชนิดไหนเลือกตามความชอบเลยจร้า…)ปรุงรสด้วย รสดี คนต่อจนเห็ดสุก ตักใส่ภาชนะเพื่อเตรียมจะปรุงเครื่องลาบ
  3. จากนั้นก็ใส่เครื่องปรุงที่เตรียวไว้(พริกป่น ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ต้นหอม ผักชีฝรั่ง น้ำตาล น้ำปลา มะนาว ) แล้วจึงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

 

สรรพคุณบร็อคโคลี่ เมนูอาหารคลีนเหมาะสำหรับลดน้ำหนัก

สรรพคุณบร็อคโคลี่ เมนูอาหารคลีนเหมาะสำหรับลดน้ำหนัก

บร็อคโคลี่ บร็อคโคลี มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพ โดยต้นบร็อคโคลี่นั้นจะมีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นมีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้างมีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทาน บร็อคโคลี่ทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเองจากการศึกษาวิจัยของมหาลัย อิลลินอยส์พบว่าการรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั่น เมื่อรับประทานร่วมกับต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่า เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธี การปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้

สรรพคุณของบร็อคโคลี่

 

  1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
  3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
  4. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
  5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสามารถ
  6. ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
  7. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
  8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  9. ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ (Strokes)
  10. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
  11. ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
  12. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคปอดร้ายแรง จากงานวิจัยของ ดร.ชีแอม บิสวัล (วิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นส ฮอฟกินส์ USA) พบว่าสารในบร็อคโคลี่อาจช่วยยับยั้งการทำลายที่นำไปสู่ไปการเป็นโรคปอดร้าย แรง หรือที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ (Chronic Obsructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โดยโรค COPD มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ โดยสารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่จะช่วยส่งเสริมให้ยีน NRF2 ในเซลล์ปอดเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษต่าง ๆในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ได้ และผู้ป่วย COPD ระยะก้าวหน้าจะมีการทำกิจกรรมกับยีน NRF2 ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่เปิดให้กลไกหลายอย่างเพื่อขับพิษและสารก่อพิษต่าง ๆทำงาน เพื่อไม่ให้สารพิษทำลายเซลล์ปอด
  13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
  14. สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  15. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่ามีเพียงผักผลไม้ 5 ชนิดเท่านั้นที่มีารประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี่ ส้ม แอปเปิ้ล หัวไชเท้า และมันฝรั่ง โดยบร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีสารดังกล่าวมากที่สุด
  16. ช่วยป้องกันความผิดปกติของเด็กแรกเกิด
  17. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันเนื่องจากบร็อคโคลี่มีวิตามินซีที่สูงมาก
  18. บร็อคโคลี่มีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลง เนื่องจากเป็นผักที่มีแมกนีเซียมสูง
  19. สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่ เป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบร็อคโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียง 3 วัน
  20. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
  21. บร็อคโคลี่มีสารเคอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความอึด แรงดี ออกกำลังได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย
  22. การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะ ปัสสาวะ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มการแข่งตัวอย่างรวดเร็ว (งานวิจัยของคุณหมอ Steven Schwartz มหาวิทยาลัย Ohio State University เมือง Columbus)
  23. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้อ
  24. บร็อกโคลี่มีโฟเลตสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพิการทางสมองของเด็กรารก
  25. ผักบร็อคโคลี่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น บร็อคโคลี่ผัดกุ้ง ผัดหมี่ ซุป พิซซา พาสต้า เสต็ก สลัด ยำ ฯลฯ หรือจะนำมาใส่กับข้าวผัด ผัดซีอิ้ว ราดหน้า ผัดมักกะโรนีก็ได้เช่นกัน

เมนูผัดผักบร็อคโคลี่ใส่กุ้ง

เครื่องปรุง

  • บร็อคโคลี่ผัดผักบร็อคโคลี่ใส่กุ้ง
  • กุ้ง
  • น้ำมันหอย
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาลทราย
  • นำ้มันพืช
  • กระเทียมสับ
  • พริกไทย

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน เจียวกระเทียมกับน้ำมันให้มีกลิ่นหอม
  2. ใส่เนื้อกุ้งตามลงไปโดยที่ยังไม่ต้องสุกมาก ต่อด้วยบล็อคโคลี่
  3. ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทย ผัดส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน ตักเสิร์ฟ พร้อมรับประทาน

ข้อควรระวัง

ขั้นตอนแรกของการนำส่วนผสมต่างๆลงผัดนั้นไม่ควรรีบผัดให้กุ้งสุกจนเกินไป เพราะอาจทำให้กุ้งแข็งและไม่อร่อยได้

อ้างอิง:
http://frynn.com

ท้องผูกเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีวิธีแก้อย่างไร

ท้องผูกเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีวิธีแก้อย่างไร

ท้องผูก

ท้องผูก

อาการท้องผูกจะเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้าแล้ว โดยปกติคนเราต้องขับถ่ายช่วงเวลาระหว่าง 5.00 – 7.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ทำงาน เมื่อเลยเวลาช่วงนี้ไปแล้ว จะทำให้อุจจาระเหล่านั้นจะถูกดูดน้ำย้อนกลับไป ทำให้ถ่ายลำบาก เป็นก้อนแข็ง บางรายที่เป็นมากๆ อาจต้องใช้สมุนไพรช่วยขับถ่าย หรือทานอาหารที่ช่วยขับถ่าย

สาเหตุการเกิดท้องผูก

  1. ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบโดย เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ท้องผูก เริ่มตั้งแต่เรื่อง “กิน” ที่หลายคนไม่ชอบทานผักผลไม้ ชอบทานแต่เนื้อสัตว์ ไขมัน หรือแป้งมากเกินไป โดยเฉพาะแป้งจำพวกข้าวสาลีที่ผ่านกระบวนการแปรรูป จะยิ่งย่อยยาก กินแล้วทำให้ท้องอืด ท้องผูก หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมทั้งยังเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย วัน ๆ นั่งทำงานอยู่กับที่ แทบไม่ได้ขยับตัวไปไหน ก็ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อย ส่งผลให้อาการท้องผูกตามมา
  2. การใช้ยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียง เช่น เช่น ยาคลายเครียด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาแก้ความดันสูง ยาลดกรด รวมทั้งอาหารเสริมจำพวกธาตุเหล็ก และยาแก้ปวดที่มีสารประกอบโคเดอีน (codeine) ทำให้การย่อยอาหารช้าลง มีผลให้เกิดอาการท้องผูก
  3. มีโรคประจำตัว อาการท้องผูกอาจเป็นอาการหนึ่งของโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน หรือมีก้อนเนื้องอก มีมะเร็งอุดกั้นลำไส้ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถ่ายอุจจาระลำบาก กระทั่งท้องผูกได้เหมือนกัน

การแก้อาการท้องผูก

  1. ทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ถั่ว ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด แอปเปิล ฝรั่ง มะละกอ เม็ดแมงลัก เป็นต้น เพื่อจะช่วยเพิ่มเส้นใยการขับถ่าย โดยอาหารที่มีกากมากจะต้านทานการย่อยของน้ำย่อยที่จะไปดูดน้ำภายในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายอุจจาระได้รวดเร็ว แนะนำให้ทานใยอาหาร 20-30 กรัมต่อวัน
  2. หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที อย่ากลั้นไว้ เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก
  3. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น ก็จะไปส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามไปด้วย ทำให้อาหารส่งผ่านไปได้สะดวก หากนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ ลำไส้ไม่ได้เคลื่อนไหว กากอาหารเหล่านั้นก็จะยิ่งแข็งค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้ท้องผูกได้ง่าย ทั้งนี้ หากไม่มีเวลามาก แนะนำให้เดินออกกำลังกายสัก 20-30 นาทีก็พอจะช่วยให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวแล้ว
  4. ดื่มน้ำให้มาก ๆ เราคงเคยได้ยินคนแนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องอื่น ๆ แล้ว การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ยังช่วยไม่ให้ท้องผูกด้วย เพราะน้ำจะไปช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้
  5. งดดื่มน้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะสารเหล่านี้จะกระตุ้นให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง
  6. หากรู้สึกอยากจะอุจจาระ ไม่ควรกลั้นไว้ ให้รีบเข้าห้องน้ำไปถ่ายออกทันที เพราะจะทำให้เพิ่มอาการท้องผูกขึ้นได้
  7. ยาระบาย หรือยาถ่าย สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะไม่ได้ช่วยรักษาอาการท้องผูกให้หายขาด แต่กลับยิ่งทำให้ร่างกายไม่ถูกกระตุ้นให้ขับถ่ายตามเวลาที่ควรจะเป็น เพราะลำไส้จะชินต่อยากระตุ้นพวกนี้ หากมีอาการท้องผูกขึ้นมาอีกก็ต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อย ๆ

อาหารที่แก้ท้องผูกได้

  • มะขามเปียก นำมาขยำกับน้ำสุกประมาณ 3 แก้ว จะได้น้ำมะขามข้น ๆ เติมเกลือลงไป 1 ช้อนกาแฟ แล้วดื่มให้หมดก่อนนอนสัก 1-2 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ถ่ายง่าย หรือหากไม่ได้ท้องผูกมาก ๆ ก็นำมะขามเปียกแกะเมล็ดแล้วมาจิ้มเกลือกินสัก 5-10 ฝัก แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็ช่วยได้
  • ลูกพรุนแห้ง ให้รับประทานทั้งผล เพื่อจะได้กากอาหาร หรือดื่มเป็นน้ำลูกพรุนก็ได้ โดยควรรับประทานทานตอนกลางคืนก่อนเข้านอน แต่ไม่ควรทานมากเกินไป หรือทานบ่อยเกินไป เพราะถึงแม้จะมีกากใยมาก แต่ก็มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วควรหลีกเลี่ยง
  • เม็ดแมงลัก ตักออกมาสัก 2 ช้อนชา แช่ในน้ำเปล่า 1 แก้ว (250 ซีซี) ให้พองตัวเต็มที่ แล้วค่อยดื่มช่วงก่อนนอน จะช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะเม็ดแมงลักมีเมือกหล่อลื่น ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว แต่อย่างไรก็ตาม
    เม็ดแมงลัก

    เม็ดแมงลัก

    ต้องรอให้แมงลักพองตัวเต็มที่เท่านั้นจึงทานได้ หากเม็ดแมงลักยังพองตัวไม่เต็มที่แล้วเราทานเข้าไป เม็ดแมงลักจะไปดูดน้ำจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้อุจจาระแข็งและอุดตันเกิดอาการท้องผูกมากขึ้น

  • กล้วยน้ำว้าสุก เป็นผลไม้ที่มีสารเพ็กตินสูง ช่วยเพิ่มกากอาหาร และยังมีเมือกลื่นทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ควรทานทุกวัน ๆ ละ 2-4 ผล ซึ่งเป็นยาระบายอ่อนๆ
  • ขี้เหล็ก ขี้เหล็กเป็นสมุนไพรมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้สูงอายุซึ่งมักจะนอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้ และมีอาการท้องผูก ให้นำใบอ่อนหรือดอกตูมมาประกอบอาหารรับประทาน หรือจะนำใบขี้เหล็ก 4-5 กำมือ มาต้มกับน้ำพอท่วม แล้วดื่มก่อนนอนก็ได้

อ้างอิง:kapook.com

มะรุมสมุนไพรช่วยระบาย

มะรุมสมุนไพรช่วยระบาย

มะรุม

มะรุม

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Moringa oleifera  Lam.
ชื่อสามัญ :  Horse radish tree, Drumstick
วงศ์ :   Moringaceae
ชื่ออื่น :  กาเน้งเดิง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ผักเนื้อไก่ (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม (ภาคเหนือ)  เส่ช่อยะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นสูง 3-6 เมตรหรือใหญ่กว่าเปลือกสีขาว รากหนานุ่ม ใบสลับแบบขนนก 2 หรือ 3 ชั้น ยาว 20-60 ซนติเมตร ใบชั้นหนึ่งมีใบย่อย 8-10 คู่ ใบแบบรูปไข่รูปไข่หัวกลับรูปคู่ขนาน ใต้ใบสีเขียวอ่อน ใบอ่อนมีขนสีเทาขนาดใบยาว 1-3 เซนติเมตร ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวหรือขาวอมเหลืองแต้มสีแดงเข้าที่ใกล้ฐานด้านนอกยาว 1.4-1.9 เซนติเมตรกว้าง 0.4 เซนติเมตรปลายกลีบดอกกว้างกว่าโคน 4 กลีบ ตั้งตรง เกสรตัวผู้แยกจากกันสมบูรณ์ 5 อันไม่สมบูรณ์ 5 อันเรียงสลับกันมีขนสีขาว ที่โคนอับเกสรสีเหลืองเกสรตัวเมีย 1 อัน ผลยาวเป็นฝัก 3 เหลี่ยม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร 3 ปีก

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก

สรรพคุณของมะรุม

มะรุมจัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทยซึ่งเป็นพืชผักสมุนไพรโดยมีต้นกำเนิดใน แถบทวีปเอเชีย อย่างประเทศอินเดีย และศรีลังกา โดยเป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ปลูกง่ายในเขตร้อน ทนแล้ง สามารถรับประทานได้ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็น ฝัก ใบ ดอกเมล็ด ราก เป็นต้น แต่ถ้านำมาใช้เป็นยาสมุนไพรนั้นจะใช้เกือบทุกส่วนของต้นมะรุมรวมทั้งเปลือก ด้วย

มะรุมอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมหลายชนิด ซึ่งจุดเด่นของมะรุมก็คือจะมีวิตามินเอ ซี แคลเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ของมะรุมในการรักษาโรคได้หลายชนิด แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรจะมองว่ามะรุมเป็นยามหัศจรรย์ที่ใช้ในการรักษาโรค แต่ควรจะมองมันเป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์กับร่างกายเสียมากกว่า เพราะการศึกษาหลายอย่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย

มะรุม ในส่วนของใบมะรุมควรรับประทานใบสด ๆที่ไม่แก่มากหรืออ่อนเกินไป และไม่ควรถูกความร้อนนานเกินไป เพื่อให้ได้ประโยชน์ของสารอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งการใช้ใบนำมาประกอบอาหารสิ่งที่ต้องระวังก็คือไม่ควรให้เด็กทารกในวัย เจริญเติบโตถึง 2 ขวบรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปเพราะใบมะรุมมีธาตุเหล็กสูง หรือเด็กที่อายุ 3-4 ขวบควรรับประทานแต่เพียงเล็กน้อย และไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้ (ไม่ได้เกิดกับทุกคน) ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย

เม็ดมะรุม

เม็ดมะรุม

คำเตือนสำหรับผู้ที่ใช้มะรุมเป็นเวลานานๆ

มีการ รายงานความเป็นพิษของมะรุมในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลองว่า

สารสำคัญ4 (alpha-L-rhamnosyloxy) phenylacetonitrile จากเมล็ด แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ใน Micronucleus test

สารสกัดน้ำจากใบ หรือ 90% เอ ทานอล ในขนาด 175 มก./กก. ของน้ำหนักแห้ง เมื่อป้อนให้หนูแรทที่มีการผสมพันธุ์ สามารถทำให้เกิดการแท้งได้

สารสกัดน้ำของรากขนาด 200 มก./กก.น้ำหนักตัว เมื่อให้กับหนูแรท จะเหนี่ยวนำให้เกิดทารกฝ่อ (foetal resorption) ในการตั้งครรภ์ระยะสุดท้าย

สารสกัดเมล็ดด้วย0.5 M borate buffer มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงของกระต่ายรวมตัวกัน

เมื่อให้หนูแรทกินผงของเมล็ดดิบที่แก่ของมะรุม โดยไม่จำกัดจำนวนเป็นเวลา 5 วัน พบว่าทำให้ความอยากอาหาร การเจริญเติบโตและการใช้โปรตีนลดลง ขนาดของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ และตตตสนวสรผเดกฟปปปอปปปอดใหญ่ขึ้น ในขณะที่ต่อมไทมัส และม้ามมีลักษณะฝ่อลง โดยเปรียบเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีไข่ขาวเป็นส่วนประกอบ

การทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูเม้าส์กินส่วนราก หรือฉีดสารสกัดไม่ระบุชนิดตัวทำละลายเข้าใต้ผิวหนัง ในขนาด 10 ก./กก. น้ำหนักตัว ไม่พบความเป็นพิษ

การทดลองในสัตว์เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีประโยชน์เพื่อการทำวิจัยต่อยอดไป ยังการทดลองในมนุษย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวทำละลายที่นักวิจัยใช้ในการสกัดจะมีทั้งน้ำ และแอลกอฮอล์ เพื่อให้สะดวกต่อการป้อนสัตว์ทดลอง ซึ่งข้อมูลข้างต้นเป็นความรู้ที่จะทำให้สามารถหาส่วนสกัดที่มีสารสำคัญได้ หากจะรับประทานใบ เนื้อในฝัก หรือดอกมะรุม ซึ่งเราใช้เป็นอาหารมานานแล้วเพื่อการรักษาโรค ก็อาจทำได้แต่อย่าหวังผลมากนัก และไม่ควรรับประทานในปริมาณมาก หรือติดต่อกันนานเกินไป ซึ่งอาจมีการสะสมสารบางอย่างและอาจเป็นพิษได้ และจากรายงานความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ซึ่งพบว่าทำให้เกิดการแท้ง ดังนั้นควรระมัดระวังการใช้ส่วนต่างๆ ของมะรุมในสตรีมีครรภ์

สรรพคุณของมะรุม

 

  • ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม ไม่ให้หยาบกร้าน
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการชะลอวัย (น้ำมันมะรุม)
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
  • ช่วยรักษาโรคขาดสารอาหารในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 10 ขวบ
  • ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย (ฝัก)
  • มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็ง (ใบ,ดอก,ฝัก,เมล็ด,เปลือกของลำต้น)
  • ช่วยรักษาโรคมะเร็งในกระดูก
  • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้อาการแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย
  • ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
  • มะรุม ลดความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบ,ฝัก)
  • ใช้รักษาโรคหัวใจ (ราก)
  • มะรุม ลดน้ำตาล ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาล
  • ใช้รักษาโรคหอบหืด (Asthma) (ยาง)
  • ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคที่ต่ำลงของผู้ป่วยเอดส์
  • ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย (ดอก)
  • ช่วยบำรุงธาตุไฟ (ราก)
  • ช่วยคุมธาตุอ่อน ๆ (เปลือกของลำต้น)
  • แก้ลมอัมพาต (เปลือกของลำต้น)
  • ใช้ขับน้ำตา (ดอก)
  • ใช้บำรุงสุขภาพและรักษาดวงตาให้สมบูรณ์
  • ช่วยรักษาโรคตาได้เกือบทุกโรค อย่าง โรคตาต้อ ตามืดมัว เป็นต้น
  • ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคโพรงจมูกอักเสบ
  • น้ำมันมะรุมใช้นวดศีรษะ ฆ่าเชื้อชาบนหนังศีรษะ แก้อาการคันหนังศีรษะ ลดผมร่วง (น้ำมันมะรุม)
  • ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ,น้ำมันมะรุม)
  • ใช้แก้ไข้ และถอนพิษไข้ (ใบ,ยอดอ่อน,ฝัก,เมล็ด)
  • ใช้แก้อาการไข้หัวลม หรืออาการไข้เปลี่ยนฤดู (ดอก)
  • ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัด (เมล็ดมะรุม)
  • ช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรังให้ดีขึ้น (เมล็ดมะรุม)
  • ช่วยบรรเทาอาการและลดสิวบนใบหน้า (น้ำมันมะรุม)
  • ช่วยลดจุดด่างดำจากแสงแดด (น้ำมันมะรุม)
  • ประโยชน์ของมะรุมใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ใบ)
  • ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ยาง)
  • ช่วยแก้อาการปวดหู (Earache) (ยาง)
  • น้ำมันมะรุมใช้หยอดหูเพื่อป้องกันและฆ่าพยาธิในหู รักษาโรคหูน้ำหนวก เยื่อบุหูอักเสบ
  • ช่วยรักษาโรคคอหอยพอกชนิดมีพิษ
  • ช่วยรักษาแผลในปากหรือแผลจากโรคปากนกกระจอก
  • นำเปลือกของลำต้นมาเคี้ยวกินเพื่อช่วยย่อยอาหาร (เปลือกของลำต้น)
  • ช่วยขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ (เปลือกของลำต้น)
  • เปลือกของลำต้นมีสรรพคุณช่วยในการคุมกำเนิด (เปลือกของลำต้น)
  • ช่วยบำรุงและรักษาปอดให้แข็งแรง และรักษาโรคปอดอักเสบ
  • เมล็ดมะรุมวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน ช่วยให้การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างปกติและสม่ำเสมอ (เมื่อขับเป็นปกติแล้วควรหยุดรับประทาน)
  • ใช้รักษาโรคลำไส้อักเสบ อาการท้องเสีย ท้องผูก
  • ช่วยรักษาและขับพยาธิในลำไส้ (เมล็ดมะรุม)
  • ช่วยในการขับปัสสาวะ(ใบ,ดอก)
  • ช่วยแก้อาการอักเสบ (ใบ)
  • ช่วยรักษาโรคไขข้อ (Rheumatism) (ราก)
  • ช่วยบรรทาอาการของโรคเก๊าท์ บ้างก็ว่าสามารถใช้รักษาโรคเก๊าท์ได้
  • ช่วยรักษาโรคกระดูกอักเสบ
  • ช่วยรักษาโรครูมาติซั่ม
  • ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ ไต
  • น้ำมันมะรุมใช้นวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อตามบั้นเอวและขา
  • น้ำมันมะรุมใช้นวดเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ
  • ใช้แก้อาการปวดตามข้อ (เมล็ด)
  • แก้อาการบวม (ราก,เมล็ด)
  • ช่วยลดอาการผื่นคันตามผิวหนัง และการแพ้ผ้าอ้อมของเด็กทารก (น้ำมันมะรุม)
  • ช่วยรักษาบาดแผล แผลสดเล็ก ๆน้อย ๆ (ใบ,น้ำมันมะรุม)
  • ช่วยถอนพิษและลดอาการปวดบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย (น้ำมันมะรุม)
  • ใช้เป็นยาปฏิชีวนะ
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (ใบ,ดอก)
  • ใช้รักษาเชื้อราตามผิวหนัง ศีรษะ ตามซอกเล็บ โรคน้ำกัดเท้า (น้ำมันมะรุม)
  • สรรพคุณมะรุมน้ำมันมะรุมใช้ทารักษาหูด ตาปลา
  • ช่วยรักษาโรคเริม งูสวัด
  • ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ต้านจุลชีพ
  • ช่วยฆ่าเชื่อไทฟอยด์ (ยาง)
  • ช่วยรักษาโรคซิฟิลิส (syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง (ยาง)
  • การรับประทานมะรุมในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ HIV ของเด็กทารก
  • ฝักมะรุมนำมาใช้เป็นไม้ตีกลองได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะในแถบอินเดีย
  • ใบสดนำมารับประทานได้ ส่วนใบแห้งนำมาทำเป็นผง
  • เมล็ดบางครั้งนำมาคั่วรับประทานเป็นถั่วได้
  • เมล็ดมะรุมเมื่อนำมาบดละเอียดสามารถนำไปใช้กรองน้ำได้ทำให้น้ำตกตะกอนและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ น้ำที่ได้จะค่อนข้างสะอาดและมีรสออกหวาน
  • น้ำมันที่จากการคั้นเมล็ดสด นำมาใช้เป็นน้ำมันในการปรุงอาหาร
  • น้ำมันมะรุมนำมาใช้ในการปรุงอาหารชนิดเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่ดีกว่าตรงที่ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนในภายหลัง
  • น้ำมันมะรุมนำมาใช้เป็นน้ำยาหล่อลื่นต่าง ๆประจำบ้าน และช่วยป้องกันสนิม
  • ประโยชน์มะรุมนิยมนำมะรุมไปทำเป็นอาหารเพื่อรับประทานเป็นผักอย่าง แกงส้ม แกงลาว แกงอ่อม แกงกะหรี่ ยำฝักมะรุม ส่วนดอกมะรุมลวกรับประทานกับน้ำพริก ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำไปต้มสุกรับประทานร่วมกับแจ่ว ลาบ ก้อย
  • นำมาแปรรูปเป็น “มะรุมแคปซูล” สำหรับเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก แต่อยากได้คุณประโยชน์ทางด้านสมุนไพร
  • นำมาสกัดเป็นน้ำมันมะรุม ซึ่งมีคุณประโยชน์ที่หลากหลาย

อ้างอิง:
http://frynn.com
http://www.rspg.or.th
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th