Recent Posts

การดูแลสุขภาพ

หมวดหมู่นี้เป็นหมวดการดูแลสุขภาพด้วยตัวท่านเอง ท่านสามารถทำได้ เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้าย

ความจำเสื่อม เทคนิคที่ช่วยขยายเวลาไม่ให้เกิด

ความจำเสื่อม

ความจำเสื่อม

“โรคความจำเสื่อม” เป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนไทยมานานแล้ว ซึ่งระยะหลังมานี้เราเริ่มพบโรคนี้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลง เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคนี้ และกลัวการรักษาจนปล่อยให้โรคลุกลามเกินกว่าจะรักษาได้ ล่าสุดแพทย์มีเทคนิคใหม่ในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของสมองที่รู้ผลได้ไว และไม่เจ็บตัว…!!

ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองถูกทำลาย มีหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย พันธุกรรม อุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง โรคการติดเชื้อของสมอง โรคทางกายที่มีผลกระทบต่อเซลล์สมอง เป็นต้น ปัจจุบันไม่ได้เริ่มเกิดในผู้ป่วยอายุ 65 ปี เพราะจากการศึกษาพบว่าการเกิดโรคความจำเสื่อม จะเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 40-65 ปี ซึ่งในเมืองไทยตอนนี้มีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ถึงเกือบ 2 ล้านคน

โรคอัลไซเมอร์ มีระยะเวลาก่อโรคนาน 15-20 ปีกว่าจะมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน การแสดงอาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้าๆ เริ่มต้นจากไม่มีความผิดปกติเรื่องความจำ และเริ่มมีอาการความจำถดถอย ซึ่งการที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการความจำถดถอยเกิดขึ้นเป็นผลมาจากการสะสมของสาร เบต้าอมีลอยย์ที่ทำลายเซลล์สมองมาแล้ว 10-15 ปี ต่อมาผู้ป่วยจึงจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยและรักษาทำได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเพิกเฉยคิดว่าผิดปกติทางความจำเล็กน้อยไม่ได้เป็น อาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม และเข้าใจผิดที่คิดว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกิดในผู้สูงอายุ ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาให้หายขาดได้และต้องทานยาอย่างต่อเนื่องไปตลอด ชีวิต

ดังนั้นเราควรสังเกตตัวเองหรือบุคลใกล้ชิดว่าเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ ผิดปกติหรือไม่ เช่น ลืมทานยาประจำตัว ลืมปิดเตาแก๊ส ลืมกุญแจ ลืมปิดประตูบ้าน ลืมปิดไฟ ลืมทำในสิ่งที่เคยทำในชีวิตประจำต่างๆ มากขึ้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ ใครบอกอะไรไปแล้วไม่จำซึ่งแต่ก่อนไม่เป็น นึกชื่อสิ่งของไม่ออก ภาวะการนอนผิดปกติหรือเห็นภาพหลอน ควรรีบพบแพทย์ระบบประสาททันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุแต่เนิ่นๆ โดยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมากมีการตรวจความผิดปกติของ สมองด้วยเครื่อง PET Scan หรือการสแกนด้วยรังสีเพื่อตรวจหาความผิดปกติทางสมอง การตรวจเรื่องความจำและผลจากการตรวจทาง PET scan จะสามารถยืนยันความผิดปกติได้ถูกต้องได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การที่ผู้ป่วยรู้ตัวล่วงหน้าว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมอง เสื่อมในอนาคตจะช่วยให้ผู้ป่วยวางแผนปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยเน้นการบริหารสมองด้วยการอ่านหนังสือ เล่นเกมที่อาศัยการคิดคำนวณ การพบปะพูดคุยเข้าสังคม ทั้งหมดที่สามารถช่วยชะลอ หรือทุเลาอาการเสื่อมที่จะเกิดขึ้นได้

น้ำอัดลม มีโทษต่อร่างกาย

น้ำอัดลม มีโทษต่อร่างกาย

น้ำอัดลม

เมื่อพูดถึงน้ำอัดลม เรามักจะนึกถึงเมื่อเวลาเรารู้สึกเหนื่อยๆ อ่อนเพลีย เรามักจะหาเครื่องดื่มมาเพื่อให้เราบรรเทาความเหนื่อย เรามักจะมองหาน้ำอัดลม เมื่อเราดื่มเข้าไปสักขวดนึง ทำให้เราหายเหนื่อย รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที แต่นั่นเราหารู้ไม่ว่า เราได้เอาสารพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างมาก เรามาดูกันครับว่า ในน้ำอัดลมมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

ส่วนประกอบของน้ำอัดลม

  • กรดคาร์บอนิก น้ำอัดลมมีส่วนผสมของกรดคาร์บอนิก เป็นองค์ประกอบที่ทำให้น้ำอัดลมซ่า มีฟอง และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ กรดคาร์บอนิกนั้น ได้จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ความดันสูงบังคับ (อัด) ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ได้ เพราะในสภาวะความดันปกติคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยา กับน้ำเลย แต่กรดคาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสลายตัวได้ง่ายในสภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดัน ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “น้ำอัดลม” เมื่อเปิดขวดออก ความดันสูงในขวดก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดฟองนั่นเอง กรดคาร์บอนิกยังสามารถย่อยสลายหินปูนได้ จึงสามารถกัดกร่อนกระดูกและฟันได้เช่นกัน เช่นเดียวกับ กรดฟอสฟอริก ซึ่ง มีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะ ละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน นอกจากจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาก ฟันผุ อาจทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากฟอสเฟสไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน
  • คาร์เฟอีน น้ำอัดลมมีสารคาร์เฟอีนผสมอยู่ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นหอมและพบมากในชา กาแฟ เป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง เมื่อ ได้รับคาเฟอีน ร่างกายจะมีความต้องการคาเฟอีนมากขึ้น และถ้าหยุดบริโภคคาเฟอีนอย่างทันที อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนได้ การบริโภคคาเฟอีนมากเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเสพติดคาเฟอีนได้ ซึ่งจะปรากฏอาการต่างๆ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ใจสั่น หรือแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จะทำให้มีรูปแบบการนอนที่ผิดแผกไปจากเดิม เด็กเหล่านี้จะนอนไม่หลับในเวลากลางคืนและง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง
  • สารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย ใส่เพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน ในน้ำอัดลมนิยมใช้ กรดซิตริก (เป็นกรดที่อยู่ในมะนาว) สามารถป้องกันการเจริญของแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี แต่เป็นกรดค่อนข้างแรง จะทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร ส่วนสี กลิ่นและรส เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งสิ้น สารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น

 

นาฬิกาชีวิต รู้ไว้ห่างไกลโรค

นาฬิกาชีวิต รู้ไว้ห่างไกลโรค

นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิตเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะในร่างกายมีไฮโพธาลามัสทำหน้าที่บริหารระบบในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ เรามาดูกันครับว่าในแต่ละช่วงเวลาเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  • ช่วง01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ นอนหลับให้สนิท
    อาหารที่ช่วยบำรุงตับ ได้แก่ งา น้ำผลไม้และน้ำสะอาด
  • ช่วง03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ตื่นนอน และออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์
    อาหารที่ช่วยบำรุงปอด ได้แก่ วิตามินเอ เช่น ส้ม ผักใบเขียว น้ำผึ้ง หอมใหญ่
  • ช่วง 05.00 – 07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ขับถ่ายอุจาระ ในช่วงนี้ พยายามขับถ่ายเป็นกิจวัตร
    อาหารที่ช่วยบำรุงลำสำไส้ใหญ่ ได้แก่ อาหารประเภทที่มีกากใยอาหารสูงๆ
  • ช่วง 07.00 – 09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ กินอาหารเช้า
    อาหารที่ช่วยบำรุงกะเพาะ ได้แก่ ควรมีอาหารที่ให้พลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
  • ช่วง 09.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ
    อาหารที่ช่วยบำรุงม้าม ได้แก่ มันเทศสีแดง หรือเหลือง อาหารที่ทำจากบุก
  • ช่วง 11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ หลี่กเหลี่ยงความเครียด
    อาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจ ได้แก่ อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ เช่นถั่วแดง ผลไม้สีแดง น้ำมันปลา วิตามินบี
  • ช่วง 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ งดรับประทานอาหาร
    อาหารที่ช่วยบำรุงลำไส้เล็ก ได้แก่ งดรับประทานอาหารทุกประเภท
  • ช่วง 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำตัวให้เหงื่อออก อาจจะเป็นการออกกำลังกาย
    อาหารที่ช่วยบำรุงกะเพราะปัสสาวะ ได้แก่ ผลไม้ เช่น บิลเบอร์รี่ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ
  • ช่วง 17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำตัวให้สดชื่น ไม่ง่วงหงาวหาวนอน
    อาหารที่ช่วยบำรุงไต ได้แก่ อาหารที่มีเกลือต่ำ ความเค็มน้อย หรือสมุนไพรจีน เช่น ถั่งเฉ้า
  • ช่วง 19.00 – 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำสมาธิ สวดมนต์
    อาหารที่ช่วยบำรุงเยื่อหุ้มหัวใจ ได้แก่ อาหารจำพวกโปรตีนที่ไขมันต่ำรวมถึงวิตามินบีต่างๆ
  • ช่วง 21.00 – 23.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของระบบความเย็นในร่างกาย
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ห้ามอาบน้ำเย็น ห้ามตาก ลม ควรทำร่างกายให้อบอุ่น
    อาหารที่ช่วยบำรุงระบบความร้อนของร่างกาย ได้แก่ อาหารที่รสเผ็ดร้อน เช่น ขิง โสม
  • ช่วง 23.00 – 01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ดื่มน้ำก่อนเข้านอน
    อาหารที่ช่วยบำรุงถุงน้ำดี ได้แก่ อาหารที่ไขมันต่ำ และไม่ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ถ้าอยากให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง เราควรปฏิบัติตามนี้นะครับ แต่เราก็พยายามปรับนะครับ ทีมงาน thaisamunpaifood.com จะนำข่าวสารดีๆ มาฝากเรื่อยๆ ครับ

 

อาหารป้องกันมะเร็ง ชั้นเยี่ยม

อาหารป้องกันมะเร็ง ชั้นเยี่ยม

มะเร็งทางการแพทย์ถือว่าเป็นเนื้องอกชนิดร้ายเป็นการเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติซึ่งเซลล์จะแบ่งตัวแล้วกระจายออกไปไม่สามารถควบคุมได้ก่อนเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแล้วลุกลามไปอวัยวะข้างเคียง สาเหตุของมะเร็งนั้นมีหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจากการสูบบุหรี่ การบริโภคอาหาร การติดเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ B, C แล้วก่อเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันมีการศึกษาเพื่อหาวิธีการป้องกันมะเร็งด้วยการรับประทานอาหารที่ป้องกันมะเร็ง มีรายงานว่าการบริโภคผักผลไม้โดยเฉพาะผักตระกูลกระหล่ำ และผักผลไม้สีเขียวและเหลืองช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งระบบทางเดิน หายใจ และมะเร็งระบบทางเดินอาหาร

อาหารป้องกันมะเร็งมีอะไรบ้าง

ถ้ากล่าวถึงอาหารป้องกันมะเร็งแล้วมีมากมายหลายชนิด แต่อาหารต่อไปนี้คืออาหารชั้นเยี่ยมที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ดีกว่ากลุ่มอาหารอย่างอื่น

  1. กระเทียม ถือเป็นเครื่องเทศกลิ่นแรงที่ใช้ประกอบอาหารกันมามากกว่า 5,000 ปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในสูตรยาฆ่าเชื้ออีกด้วย หลุยส์ ปาสเตอร์ พบว่า กระเทียมสามารถฆ่าเชื้อที่อยู่ในจานเพาะเชื้อได้ และยังพบว่ากระเทียมจะกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการป้องกันเซลล์มะเร็งนอกจากนี้ยังมี นักวิจัยชาวจีนได้พบว่าการบริโภคกระเทียมและหัวหอมในปริมาณสูง ๆ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่กระเพาะลงได้ครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้กระเทียมยังทำให้ตับสามารถทนต่อสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้น ด้วย และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของกระเทียมที่จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ทำลายเซลล์ปกติ ดังนั้นจึงสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย
  2. เห็ด โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยและค้นพบว่า เห็ดไรชิ , เห็ดชิตาเกะ และเห็ดไมตาเกะ มีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูงมาก และได้มีการทดลองให้สัตว์กินสารสกัดจากเห็ดไมตาเกะ พบว่า 40% ของสัตว์ทั้งหมดสามารถกำจัดมะเร็งได้หมดสิ้น ส่วนอีกสัตว์อีก 60% นั้นสามารถกำจัดมะเร็งได้ถึง 90% ในเห็ดไมตาเกะประกอบด้วยโพลีแซคคาไลท์ ที่ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความดันเลือด
  3. ถั่ว บรรดาเมล็ดพืชทั้งหลายที่มีเปลือก จะมีสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยเมล็ดเหล่านั้นได้โดยตรง จาการค้นพบที่ผ่านมาพบว่าสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ สามารถยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็งได้ สถาบันมะเร็งนานาชาติ พบว่าในอาหารประเภทถั่วนั้นประกอบด้วยสารไอโซฟลาโวนและสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี  และจากงานวิจัยของ Dr. Ann Kennedy พบว่าในถั่วมีคุณสมบัติ ป้องกันการเกิดมะเร็งในสัตว์ที่ได้สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และมีบางรายงานพบว่า สามารถทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าลง รวมถึงยังสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติได้ด้วย
  4. แคโรทีนอยด์ ทั้งแคโรทีนอยและไบโอฟลาวินอยในพืช จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังกระตุ้นการทำงาของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย โดยที่หน้าที่หลักของแคโรทีนอย คือจะเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง แคโรทีนอยจะพบทั้งในผัก-ผลไม้สีเขียวและสีส้ม ส่วนไบโอฟลาวินอยจะพบในพวกผลไม้รสเปรี้ยว ธัญพืช น้ำผึ้ง
  5. อาหารพวกหัวกระหล่ำ พวกหัวกะหล่ำ  -ได้แก่  บร็อคโคลี,  กะหล่ำปลี,  กะหล่ำปลี brussel,  ดอกกะหล่ำ ซึ่งพืชเหล่านี้จะมีส่วนหัวอยู่ติดกับพื้นดิน  เนื่องจากในพืชชนิดนี้จะมีสารอินโดล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง  นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้นส์ พบว่าในสัตว์ทดลองที่เลี้ยงด้วยพืชประเภทนี้ เมื่อได้สารก่อมะเร็งชนิดอัลฟาทอกซินนั้นโอกาสเกิดมะเร็งลดลงถึง 90 %

อาหารป้องกันมะเร็ง ยังมีอีกมากเช่น แอปเปิล แอพริคอท บาร์เล่ย์ ผลไม้รสเปรี้ยว แครนเบอร์รี ปลา น้ำมันปลา ขิง โสม ชาเขียว ผักโขม สาหร่ายทะเล เป็นต้น

ผักกาดขาว อาหารช่วยขับถ่าย

ผักกาดขาวผักกาดขาว เป็นผักกาดชนิดหนึ่งของ ผักกาดจีน ถิ่นกำเนิดมกล้กับมณฑล ปักกิ่ง ของจีน และบริโภคกันอย่างแพร่หลายในอาหารเอชียตะวันออก แต่ส่วนใหญ่ในโลกก็ ผักกาดชนิดนี้ก็เข้าใจว่า “ผักกาดจีน” ผักกาดจีนจะมีสีจางกว่าผักกาดจีนชนิดอื่นๆ ผักกาดขาวเป็นผักที่มีเส้นในสูงมาก โดยเส้นใยที่ว่านี้เป็นเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ แต่จะพองตัวเมื่อมีน้ำ จึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งการอุ้มน้ำได้ดีนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรของกากอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้กากอาหารอ่อนนุ่ม ขับถ่ายสะดวก และยังช่วยแก้อาการท้องผูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความหนืด ทำให้ไม่ถูกย่อยได้ง่าย ช่วยดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุ จึงช่วยป้องกันและกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยดึงเอาสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทาน ช่วยลดความหมักหมมของลำไส้จึงมีผลทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของผักกาดขาว

 

  1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  2. มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
  3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
  4. ช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น
  5. ประโยชน์ผักกาดขาวช่วยแก้กระหาย
  6. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ
  7. แคลเซียมมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง
  8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผนังหลอดเลือด
  9. ช่วยขับน้ำนม (ใบ)
  10. ผักกาดขาวมรออร์กาโนซัลไฟต์(organosulffide) และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ
  11. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในลำไส้
  12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  13. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน โรคตาห้อง
  14. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  15. มีส่วนช่วยกำจัดสารพิษของเสียและโลหะหนักออกจากร่างกาย
  16. ผักกาดอุดมไปด้วยโฟเลตซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก
  17. ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงมากขึ้น
  18. ช่วยแก้หืด (เมล็ด)
  19. ช่วยแก้อาการหวัด ด้วยการต้มหัวผักกาดดื่มเป็นน้ำ
  20. ช่วยแก้อาการไอ แก้และเสมหะ ด้วยการใช้หัวผักกาดพอประมาณใส่ขิงและน้ำผึ้งเล็กน้อยแล้วต้มกับน้ำดื่ม (หัวผักกาด,เมล็ด)
  21. ช่วยแก้อาการเสียบแห้ง ไม่มีเสียง ด้วยการคั้นน้ำหัวผักกาดขาว เติมน้ำขิงเล็กน้อยแล้วนำมาดื่ม
  22. ช่วยแก้เลือดกำเดาออก
  23. ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด
  24. ช่วยรักษาแผลในปาก ด้วยการคั้นน้ำจากหัวผักกาดขาวแล้วนำมาใช้บ้วนปากเป็นประจำ
  25. ช่วยแก้อาการเรอเปรี้ยว ด้วยการนำหัวผักกาดขาวดิบมาหั่นประมาณ 3-4 แว่นแล้วนำมาเคี้ยวกินแก้อาการ
  26. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ใบ)
  27. ประโยชน์ของผักกาดขาวช่วยในการย่อยอาหาร (หัวผักกาด,ใบ)
  28. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  29. ช่วยแก้ท้องเสีย (หัวผักกาด,เมล็ด,ใบ)
  30. ช่วยแก้และบรรเทาอาการท้องผูก
  31. สรรพคุณของผักกาดขาวช่วยขับปัสสาวะ
  32. ประโยชน์ของผักกาดขาวช่วยแก้พิษสุรา
  33. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ
  34. ช่วยรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  35. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเหน็บชา
  36. ช่วยแก้อาการอักเสบ
  37. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก หรือแผลโดนสะเก็ดไฟ ด้วยการใช้หัวผักกาดนำมาตำให้แหลกแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล หรือจะใช้เมล็ดนำมาตำให้แหลกแล้วพอกก็ใช้ได้เช่นกัน (หัวผักกาด,เมล็ด)
  38. ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ด้วยการใช้หัวผักกาดหรือใบ นำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 60 กรัมนำมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับเหล้า (อุ่นให้ร้อน) แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (หัวผักกาด,ใบ,เมล็ด)
  39. เมนูผักกาดขาว ก็ได้แก่ ผัดผักกาดขาว, แกงจืดผักกาดขาว, ต้มจืดผักกาดขาวยัดใส้ ฯลฯ

 

ดื่มน้ำ อย่างไรให้หุ่นดี

ดื่มน้ำ อย่างไรให้หุ่นดี

น้ำ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตอย่างมาก ซึ่งการดื่มน้ำให้ถูกต้องจะช่วยลดความอ้วนได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดพุง หรือลดไขมันหน้าท้อง

ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำที่ถูกต้อง

  1. ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว หลังตื่นนอน จะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักและเบาทำงานได้ดี บรรเทาปัญหาอาการท้องผูกได้
  2. ควรดื่มน้ำก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงและหลังอาหารครึ่งชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหารเพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานช้าลง ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเต็มที่ จะเกิดอาการหิวได้ง่าย การลดความอ้วนก็จะได้ผลช้าลง วิธีแก้คือจิบน้ำอุ่น หรือซดน้ำแกงแทน เคี้ยวอาหารช้าๆ ก่อนกลืนก็จะช่วยลดการกระหายน้ำได้
  3. ดื่มน้ำทุกครั้งที่ร่างกายเรียกร้อง อย่ารอให้เรารู้สึก คอแห้ง ปากแห้ง เพราะแสดงถึงร่างกายเรามีอาการขาดน้ำ และอย่าดื่มทีละมากๆ ในครั้งเดียว
  4. ผู้ที่ออกกำลังกายและอยู่กลางแจ้ง ควรดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนออกกำลังกายสองชั่วโมง และดื่มน้ำครึ่งแก้วทุก 15 นาทีของการออกกำลังกาย
  5. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว ไม่ควรเครื่องดื่มพวกน้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ และควรดื่มน้ำกระจายสม่ำเสมอทั้งวัน
  6. เราควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร มีสูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มคือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม คูณ 40 หาร 1000 เป็นปริมาณน้ำ (ลิตร) เช่น น้ำหนักตัว 56 กิโลกรัม ปริมาณน้ำที่ควรได้รับคือ 56*40/1000 = 2.24 ลิตร

วิธีการดื่มน้ำลดความอ้วนให้ได้ผลดีตามที่กล่าวมานั้น จำเป็นต้องดูความเหมาะสมด้วย เพราะการดื่มน้ำมากเกินไป เป็นลิตรๆในระยะเวลาสั้นๆ อาจเป็นการขับแร่ธาตุบางอย่างออกมามากเกินความจำเป็น เช่น ธาตุโซเดียม ซึ่งจะทำให้อ่อนเพลีย และอาจเป็นตะคริวได้ ดังนั้นพึงระลึกอยู่เสมอว่า อาหารที่เราทานนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว การดื่มน้ำเป็นการช่วยเสริมไม่ให้ร่างกายต้องอยู่ในภาวะขาดน้ำเท่านั้น ดังนั้นควรดื่มแต่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เราก็จะได้ประโยชน์และคุณค่าของการดื่มน้ำได้อย่างเติมที่

 

ทานอาหารอย่างไรไม่อ้วน

ทานอาหารอย่างไรไม่อ้วน

การจำกัดปริมาณอาหารไม่ให้เกิน 800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายของคนเราต้องการ การทานอาหารเพื่อไม่ให้ตัวเราอ้วนนั้นไม่ใช่เป็นการควบคุมแค่ปริมาณอาหาร แต่ต้องควบคุมปริมาณแคลอรี่ด้วยเช่นกัน ทุกท่านเคยได้ยินคำพูดนี้หรือไม่ว่า  “เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจก” นั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดี ไม่หนักมากนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้วนั่นเอง ครั้งนี้เรามาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของอาหารเย็นต่อร่างกายว่ามีมากน้อย เพียงใด และหลักที่ถูกต้องในการทานอาหารเย็นว่าเราจะทานอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีไป นาน ๆ วันนี้ทีมงาน thaisamunpaifood ได้รวบรวมวิธีการทานอาหารอย่างไรไม่อ้วน สำหรับมื้อเย็นมาฝากทุกท่านครับ

  1. ไม่ควรงดอาหารเย็น สาว ๆ หลายท่านชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควร นอกจากจะหิวแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำหนักลดเท่าไร เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด อาหารที่ควรรับประทาน ควรเป็นอาหารประเภท ที่ให้พลังงานน้อย เช่น ผักและผลไม้ ไม่ควรทานอาหารหลัง 19.00 น. และควรงดทานอาหารประเภทของทอด ของมัน
  2. เดินออกกำลังกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ควรเดินเพื่อย่อยอาหาร อีกทั้งยังทำให้ลำไส้เกิดการขยับตัว อาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานอีกด้วย บางท่านกลัวอ้วน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จไปออกกำลังกายเลย ซึ่งถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกได้ออกกำลังกาย
  3. รับประทานเน้นผักผลไม้ที่หลากหลาย การรับประทานอาหารผักและผลไม้ควรเลี่ยงผักผลไม้ที่ยังดิบๆ อยู่เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ ควรเลือกรับประทานผักสุก เช่น ผักลวก น้ำพริก ผักต้ม แกงจืด สลัดผัก ซึ่งผักและผลไม้นั้นให้พลังงานต่ำ และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีอีกด้วย ไม่เป็นท้องผูก
  4. หลังรับประทานอาหารเย็นแล้วไม่ควรอาบน้ำทันที เมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็น ๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำได้ไม่เต็มที่ อาจเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ควรเว้นระยะเวลาห่างอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงสำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และอย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับอาหารที่ย่อยยาก
  5. ดื่มชาเพื่อลดไขมัน การดื่มชาที่ถูกวิธีจะช่วยลดไขมันในเลือด ชาถั่วดาวอินคาการดื่มชาที่ถูกต้องจะต้องไม่ชงชามีรสเข้มข้นมาก เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารดูดซับอาหารได้น้อยลง ควรดื่มชาหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง ชาที่ดีและมีคุณภาพได้แก้ ใบชาจากถั่วดาวอินคา

ประโยชน์ของการรับประทาน โยเกิร์ต

ประโยชน์ของการรับประทาน โยเกิร์ต

โยเกิร์ตโยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ระหว่างการหมักนมด้วยแบคทีเรีย ในระหว่างกระบวนการทำชีส ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์นมอย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าโยเกิร์ตนี้ มีจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไม่ว่าจะเป็น แลคโตบาซิลลัส บัลแกริคัส เดลบริคิโอ สเตรปโตคอคคัส ฯลฯ และวันนี้เราจะมาพูดถึงคุณประโยชน์ต่างๆ ของโยเกิร์ตกัน

  1. ในโยเกิร์ตมีโปรตีนชั้นดีซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่านมถึง 20% ซึ่งเหมาะกับสาวๆ ที่ต้องการลดหุ่น ลดหน้าท้องที่มีไขมันมาก ซึ่งการรับประทานโยเกิร์ตเป็นทางเลือกที่ดีเลยครับ
  2. โยเกิร์ตประกอบไปด้วยแบททีเรียแลตโตบาซิลัสมากมาย  ที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ของเราโดยตรงเลยล่ะ  เพราะว่าเจ้าแบทีเรียตัวนี้จะไปช่วยลดความเสี่ยงการ เกิดมะเร็งลำไส้  แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ  ที่เกี่ยวกับลำไส้อีกด้วย
  3. โยเกิร์ตช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมจากนมได้ดีขึ้น โดยในโยเกิร์ตมีกรดแลคติกที่ช่วยย่อยแคลเซียมได้ง่ายนั่นเอง
  4. มีการวิจัยออกมาว่า การรับประทานโยเกิร์ดเป็นประจำนั้นสามารถรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน หรือโรคแผลในกระเพาะอาหารได้อย่างดี
  5. การทานโยเกิร์ตทุกวันจะสามารถช่วยลดเชื่อราที่ช่องคลอดได้  แถมลดการติด เชื้อที่ช่องคลอดได้อีกต่างหาก  สาวคนไหนกลุ้มเฮดกับเรื่องเชื้อราของน้อง หนูเราอยู่นั้น  ลองหันมาทานดูสิ  รับรองว่าหายเป็นปลิดทิ้งเลย  นอกจาดนี้ แล้วยังช่วยให้ช่วงมีประจำเดือนทุกครั้งควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำด้วยเราะสะ พคุณของเจ้าโยเกิร์ตนี้จะช่วยลดเชื้อรานั้นเอง  แล้วก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคใน ช่องคลอดเราด้วย
  6. โยเกิร์ตมีแลคโตบาซิลลัส ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่อยู่ในเลือด ได้ ดังนั้นจึงมักเห็นผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน มีส่วนผสมของโยเกิร์ตอยู่และแลคโตบาซิลลัส ยังสามารถช่วยตรวจจับสารโลหะหนัก สารก่อมะเร็งและกรดน้ำดีซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายได้ พูดง่ายๆ ก็คือโยเกิร์ตนั้นเป็นสารที่ยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็งได้นั่นเอง นอกจากนั้นแลคโตบาซิลลัสยังสามารถยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียในลำไส้สร้างสารไน เตรทที่เป็นอันตรายอีกชนิดหนึ่งกับร่างกายได้อีกด้วย
  7. โยเกิร์ยสูตรไร้น้ำตาลนั้นจะช่วยลดอาการกลิ่นตุๆ  ที่ปากได้  นอกจากนี้แมง ก็ไม่มีทางกินฟันให้ผุแน่นอน  แถมยังไม่มีโรคเหงือกให้เจ็บปวดเล่นอีกด้วย  ขอบอกนิดๆ  น่ะว่าที่เราไม่มีกลิ่นมากนั้นก็เนื่องมาจาก แบททีเรียสองสหายทั้งแลคโตบาซิลลัสและสเตร็ปโตค็อสคัส  ต่างช่วยกันขยันขัน แข็งทำลายปริมาณไฮโดรเจนซัสไฟด์ที่เป็นต้นเหตุของอาการกลิ่นปาก
  8. โยเกิร์ตยังสามารถนำไปใช้ในการเสริมความงาม เช่น มาร์คหน้า พอกหน้า พอกตัว เพื่อบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใสได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า คุณประโยชน์ต่างๆ ของโยเกิร์ตนั้นมีมากมายหลากหลายประการเลยนะคะ ดังนั้นจึงแทบจะพูดได้ว่า โยเกิร์ตนั้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริงค่ะ แต่มีข้อแนะนำสำหรับคนที่ชอบรับประทานโยเกิร์ตว่า ให้เลือกรับประทานชนิดพร่องไขมัน หรือแบบธรรมชาติจะดีกว่า ทั้งนี้เพราะโยเกิร์ตที่ปรุงแต่งรสผลไม้นั้น มักจะมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำตาลอยู่เยอะ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเลย

ถั่งเช่าสมุนไพรจีนรักษาโรคสารพัด

ถั่งเช่าสมุนไพรจีนรักษาโรคสารพัด

ถั่งเช่าถั่งเช่าเป็นสมุนไพรจีน มีความหมายว่า “หญ้าหนอน” หรือ “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” เกิดจากหนอนผีเสื้อแถบที่ราบสูงทิเบต ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว ถูกสปอร์ของเห็ดราในสกุล Ophiocordyceps อาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนในฤดูร้อน เห็ดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordyceps sinensis เห็ดถั่งเช่าพบในทิเบต มณฑลชิงไห่ มณฑลเสฉวน มณฑลกานซู มณฑลยูนนาน และแถบเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย ภูฏาน และเนปาล มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการหย่อนและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รวมถึงเชื่อว่ารักษาโรคมะเร็งได้อีกด้วย มีความต้องการในท้องตลาดสูง และมีราคาแพง

สรรพคุณของถั่งเช่า

ถั่งเช่ามีฤทธิ์ไม่ร้อน มีรสหวาน เข้าเส้นลมปรานไต บำรุงไต เสริมภูมิคุ้มกันและพลังชีวิต แก้อาการอ่อนเพลีย ภูมิแพ้ แก้ไอ ละลายเสมหะ หอบหืด ไอเรื้อรัง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เข่าอ่อน เอวอ่อน ทำให้แก่ช้า และเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ที่กำลังฟื้นไข้

การทดลองทางการแพทย์พบว่า สารสกัดจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด กระตุ้นสมรรถภาพการทำงานของต่อมหมวกไต เพิ่มภูมิคุ้มกัน ให้กับผู้ป่วยโรคไต ช่วยลดจำนวนครั้งในการฟอกไต สมานแผลจากโรคเบาหวาน ช่วยลดการโตของเนื้องอกและเซลล์มะเร็งต่างๆ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ฟื้นฟูสมรรถนะของไต ช่วยบรรเทาอาการและรักษาไตอักเสบ นิ่วในไต เสริมภูมิต้านทานให้กับผู้ป่วยโรคไต
  2. ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
  3. ช่วยชะลอความแก่ บำรุงร่างกาย ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย
  4. ช่วยบรรเทาอาการและรักษาโรคภูมิแพ้ ให้ร่างกายมีความสมดุล
  5. สำหรับผู้มีบุตรยาก ถั่งเช่า จะเติมเต็มน้ำอสุจิและไขกระดูก
  6. เพิ่มประสิทธิภาพของปอดและหลอดลม
  7. ช่วยบรรเทาอาการและรักษาโรคต่อมลูกหมาก
  8. ช่วยบรรเทาอาการและรักษาอาการอ่อนเพลีย ปวดเอว
  9. ช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิตของร่างกาย
  10. กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญกับร่างกายอย่างมาก

 

สรรพคุณเห็ดหลินจือ

สรรพคุณเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือเห็ดหลินจือ (อังกฤษ: Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉิน ซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้น ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง

เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารยับยั้งอาการต่างๆ ข้างต้น เห็ดหลินจือในแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุด คือ เห็ดหลินจือสีแดง ซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ พบว่ามีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด

สรรพคุณของเห็ดหลินจือ

  • เห็ดหลินจือใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
  • ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สีหน้าแจ่มใส
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
  • สรรพคุณเห็ดหลินจือใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยทำให้อายุยืนยาว
  • ช่วยชะลอแก่ ชะลอวัย
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรง
  • ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น
  • ช่วยส่งเสริมระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น
  • ช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้นอนหลับได้สนิท
  • ช่วยทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ดีขึ้น
  • สรรพคุณช่วยรักษาและต่อต้านมะเร็ง โดยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็
  • ช่วยแก้พิษจากรังสี คีโม เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำจากคีโม ท้องเสียอักเสบจากการฉายรังสี อาการปวดจากพิษบาดแผล
  • ช่วยลดความดันโลหิตและรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • ช่วยปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำให้สมดุล
  • ช่วยรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองและหัวใจอุดตัน ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • ช่วยลดไขมันในเลือด
  • ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทให้ทุเลายิ่งขึ้น
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมอาการเบาหวาน
  • ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด
  • ช่วยรักษาโรคประสาท
  • สรรพคุณของเห็ดหลินจือช่วยบำรุงตับ และรักษาโรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ
  • เห็ดหลินจือรักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น
  • ประโยชน์ของเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคลมบ้าหมู
  • ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษ
  • ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
  • ประโยชน์เห็ดหลินจือช่วยขับปัสสาวะ
  • ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
  • ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อ
  • ประโยชน์ของเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคเกาต์
  • ช่วยสลายใยแผลเป็น หรือพังผืดหดยืด ทำให้ในแผลเป็นอ่อนนิ่มและหดตัวเล็กลง
  • ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัส อย่าง ไวรัสเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด
  • ช่วยรักษาโรคลูปัส อีริทีมาโตซัส ทั่วร่าง (SLE) หรือโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ
  • ช่วยแก้อาการป่วยบนที่สูง เช่น อาการหูอื้อ
  • ช่วยรักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดออกซิเจน เช่น ถุงลมโป่งพอง หัวใจหล้มเหลว เส้นเลือดหัวใจตีบ
  • ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือน
  • ช่วยแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก
  • ช่วยป้องกันการเสื่อมสรรถภาพทางเพศ
  • เห็ดหลินจือจัดเป็นสเตียรอยด์ธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษหรือผลข้างเคียงเหมือนกับสเตรียรอยด์สังเคราะห์

ข้อสังเกตุสำหรับผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีที่ท่านเห็ดหลินจือ

สำหรับผู้ที่เริ่มทานเห็ดหลินจือใหม่ๆ นั้น อาจจะรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย อาจมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ ผิวหนังเกิดอาการคัน อาการคล้ายท้องผูก หรือท้องเสีย มีปัสสาวะบ่อย หรือมีผลลักษณะของโรคนั้นๆ ที่เป็นปฏิกริยาสะท้อน ถือว่าเป็นเรื่องปกติของการบำบัดรักษาโรคด้วยสมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากตัวยาได้เริ่มแทรกซึมเข้าไปรักษาโรคนั้นๆ และเข้าไปล้างสารพิษออกจากร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติบ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่แสดงว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว ซึ่งไม่ใช่ผลข้างเคียง