Recent Posts

ความจำเสื่อม เทคนิคที่ช่วยขยายเวลาไม่ให้เกิด

ความจำเสื่อม

ความจำเสื่อม

“โรคความจำเสื่อม” เป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนไทยมานานแล้ว ซึ่งระยะหลังมานี้เราเริ่มพบโรคนี้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยลง เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคนี้ และกลัวการรักษาจนปล่อยให้โรคลุกลามเกินกว่าจะรักษาได้ ล่าสุดแพทย์มีเทคนิคใหม่ในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของสมองที่รู้ผลได้ไว และไม่เจ็บตัว…!!

ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคสมองเสื่อม เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองถูกทำลาย มีหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย พันธุกรรม อุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง โรคการติดเชื้อของสมอง โรคทางกายที่มีผลกระทบต่อเซลล์สมอง เป็นต้น ปัจจุบันไม่ได้เริ่มเกิดในผู้ป่วยอายุ 65 ปี เพราะจากการศึกษาพบว่าการเกิดโรคความจำเสื่อม จะเริ่มตั้งแต่ช่วงอายุ 40-65 ปี ซึ่งในเมืองไทยตอนนี้มีสถิติผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ถึงเกือบ 2 ล้านคน

โรคอัลไซเมอร์ มีระยะเวลาก่อโรคนาน 15-20 ปีกว่าจะมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน การแสดงอาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้าๆ เริ่มต้นจากไม่มีความผิดปกติเรื่องความจำ และเริ่มมีอาการความจำถดถอย ซึ่งการที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการความจำถดถอยเกิดขึ้นเป็นผลมาจากการสะสมของสาร เบต้าอมีลอยย์ที่ทำลายเซลล์สมองมาแล้ว 10-15 ปี ต่อมาผู้ป่วยจึงจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยและรักษาทำได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเพิกเฉยคิดว่าผิดปกติทางความจำเล็กน้อยไม่ได้เป็น อาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม และเข้าใจผิดที่คิดว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกิดในผู้สูงอายุ ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาให้หายขาดได้และต้องทานยาอย่างต่อเนื่องไปตลอด ชีวิต

ดังนั้นเราควรสังเกตตัวเองหรือบุคลใกล้ชิดว่าเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ ผิดปกติหรือไม่ เช่น ลืมทานยาประจำตัว ลืมปิดเตาแก๊ส ลืมกุญแจ ลืมปิดประตูบ้าน ลืมปิดไฟ ลืมทำในสิ่งที่เคยทำในชีวิตประจำต่างๆ มากขึ้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ ใครบอกอะไรไปแล้วไม่จำซึ่งแต่ก่อนไม่เป็น นึกชื่อสิ่งของไม่ออก ภาวะการนอนผิดปกติหรือเห็นภาพหลอน ควรรีบพบแพทย์ระบบประสาททันทีเพื่อตรวจหาสาเหตุแต่เนิ่นๆ โดยปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปมากมีการตรวจความผิดปกติของ สมองด้วยเครื่อง PET Scan หรือการสแกนด้วยรังสีเพื่อตรวจหาความผิดปกติทางสมอง การตรวจเรื่องความจำและผลจากการตรวจทาง PET scan จะสามารถยืนยันความผิดปกติได้ถูกต้องได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การที่ผู้ป่วยรู้ตัวล่วงหน้าว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมอง เสื่อมในอนาคตจะช่วยให้ผู้ป่วยวางแผนปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยเน้นการบริหารสมองด้วยการอ่านหนังสือ เล่นเกมที่อาศัยการคิดคำนวณ การพบปะพูดคุยเข้าสังคม ทั้งหมดที่สามารถช่วยชะลอ หรือทุเลาอาการเสื่อมที่จะเกิดขึ้นได้

น้ำอัดลม มีโทษต่อร่างกาย

น้ำอัดลม มีโทษต่อร่างกาย

น้ำอัดลม

เมื่อพูดถึงน้ำอัดลม เรามักจะนึกถึงเมื่อเวลาเรารู้สึกเหนื่อยๆ อ่อนเพลีย เรามักจะหาเครื่องดื่มมาเพื่อให้เราบรรเทาความเหนื่อย เรามักจะมองหาน้ำอัดลม เมื่อเราดื่มเข้าไปสักขวดนึง ทำให้เราหายเหนื่อย รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที แต่นั่นเราหารู้ไม่ว่า เราได้เอาสารพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างมาก เรามาดูกันครับว่า ในน้ำอัดลมมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

ส่วนประกอบของน้ำอัดลม

  • กรดคาร์บอนิก น้ำอัดลมมีส่วนผสมของกรดคาร์บอนิก เป็นองค์ประกอบที่ทำให้น้ำอัดลมซ่า มีฟอง และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ กรดคาร์บอนิกนั้น ได้จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ความดันสูงบังคับ (อัด) ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ได้ เพราะในสภาวะความดันปกติคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยา กับน้ำเลย แต่กรดคาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสลายตัวได้ง่ายในสภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดัน ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “น้ำอัดลม” เมื่อเปิดขวดออก ความดันสูงในขวดก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดฟองนั่นเอง กรดคาร์บอนิกยังสามารถย่อยสลายหินปูนได้ จึงสามารถกัดกร่อนกระดูกและฟันได้เช่นกัน เช่นเดียวกับ กรดฟอสฟอริก ซึ่ง มีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะ ละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน นอกจากจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาก ฟันผุ อาจทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากฟอสเฟสไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน
  • คาร์เฟอีน น้ำอัดลมมีสารคาร์เฟอีนผสมอยู่ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นหอมและพบมากในชา กาแฟ เป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง เมื่อ ได้รับคาเฟอีน ร่างกายจะมีความต้องการคาเฟอีนมากขึ้น และถ้าหยุดบริโภคคาเฟอีนอย่างทันที อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนได้ การบริโภคคาเฟอีนมากเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเสพติดคาเฟอีนได้ ซึ่งจะปรากฏอาการต่างๆ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ใจสั่น หรือแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จะทำให้มีรูปแบบการนอนที่ผิดแผกไปจากเดิม เด็กเหล่านี้จะนอนไม่หลับในเวลากลางคืนและง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง
  • สารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย ใส่เพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน ในน้ำอัดลมนิยมใช้ กรดซิตริก (เป็นกรดที่อยู่ในมะนาว) สามารถป้องกันการเจริญของแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี แต่เป็นกรดค่อนข้างแรง จะทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร ส่วนสี กลิ่นและรส เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งสิ้น สารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น

 

นาฬิกาชีวิต รู้ไว้ห่างไกลโรค

นาฬิกาชีวิต รู้ไว้ห่างไกลโรค

นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิตเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะในร่างกายมีไฮโพธาลามัสทำหน้าที่บริหารระบบในร่างกายให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของธรรมชาติ เรามาดูกันครับว่าในแต่ละช่วงเวลาเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  • ช่วง01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ นอนหลับให้สนิท
    อาหารที่ช่วยบำรุงตับ ได้แก่ งา น้ำผลไม้และน้ำสะอาด
  • ช่วง03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ตื่นนอน และออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์
    อาหารที่ช่วยบำรุงปอด ได้แก่ วิตามินเอ เช่น ส้ม ผักใบเขียว น้ำผึ้ง หอมใหญ่
  • ช่วง 05.00 – 07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ขับถ่ายอุจาระ ในช่วงนี้ พยายามขับถ่ายเป็นกิจวัตร
    อาหารที่ช่วยบำรุงลำสำไส้ใหญ่ ได้แก่ อาหารประเภทที่มีกากใยอาหารสูงๆ
  • ช่วง 07.00 – 09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ กินอาหารเช้า
    อาหารที่ช่วยบำรุงกะเพาะ ได้แก่ ควรมีอาหารที่ให้พลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
  • ช่วง 09.00 – 11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ พูดน้อย กินน้อย ไม่นอนหลับ
    อาหารที่ช่วยบำรุงม้าม ได้แก่ มันเทศสีแดง หรือเหลือง อาหารที่ทำจากบุก
  • ช่วง 11.00 – 13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ หลี่กเหลี่ยงความเครียด
    อาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจ ได้แก่ อาหารที่มีสีแดงตามธรรมชาติ เช่นถั่วแดง ผลไม้สีแดง น้ำมันปลา วิตามินบี
  • ช่วง 13.00 – 15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ งดรับประทานอาหาร
    อาหารที่ช่วยบำรุงลำไส้เล็ก ได้แก่ งดรับประทานอาหารทุกประเภท
  • ช่วง 15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำตัวให้เหงื่อออก อาจจะเป็นการออกกำลังกาย
    อาหารที่ช่วยบำรุงกะเพราะปัสสาวะ ได้แก่ ผลไม้ เช่น บิลเบอร์รี่ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ
  • ช่วง 17.00 – 19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำตัวให้สดชื่น ไม่ง่วงหงาวหาวนอน
    อาหารที่ช่วยบำรุงไต ได้แก่ อาหารที่มีเกลือต่ำ ความเค็มน้อย หรือสมุนไพรจีน เช่น ถั่งเฉ้า
  • ช่วง 19.00 – 21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ทำสมาธิ สวดมนต์
    อาหารที่ช่วยบำรุงเยื่อหุ้มหัวใจ ได้แก่ อาหารจำพวกโปรตีนที่ไขมันต่ำรวมถึงวิตามินบีต่างๆ
  • ช่วง 21.00 – 23.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของระบบความเย็นในร่างกาย
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ห้ามอาบน้ำเย็น ห้ามตาก ลม ควรทำร่างกายให้อบอุ่น
    อาหารที่ช่วยบำรุงระบบความร้อนของร่างกาย ได้แก่ อาหารที่รสเผ็ดร้อน เช่น ขิง โสม
  • ช่วง 23.00 – 01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี
    ข้อควรปฎิบัติในช่วงเวลานี้คือ ดื่มน้ำก่อนเข้านอน
    อาหารที่ช่วยบำรุงถุงน้ำดี ได้แก่ อาหารที่ไขมันต่ำ และไม่ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ถ้าอยากให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง เราควรปฏิบัติตามนี้นะครับ แต่เราก็พยายามปรับนะครับ ทีมงาน thaisamunpaifood.com จะนำข่าวสารดีๆ มาฝากเรื่อยๆ ครับ

 

อาหารป้องกันมะเร็ง ชั้นเยี่ยม

อาหารป้องกันมะเร็ง ชั้นเยี่ยม

มะเร็งทางการแพทย์ถือว่าเป็นเนื้องอกชนิดร้ายเป็นการเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติซึ่งเซลล์จะแบ่งตัวแล้วกระจายออกไปไม่สามารถควบคุมได้ก่อนเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแล้วลุกลามไปอวัยวะข้างเคียง สาเหตุของมะเร็งนั้นมีหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจากการสูบบุหรี่ การบริโภคอาหาร การติดเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ B, C แล้วก่อเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันมีการศึกษาเพื่อหาวิธีการป้องกันมะเร็งด้วยการรับประทานอาหารที่ป้องกันมะเร็ง มีรายงานว่าการบริโภคผักผลไม้โดยเฉพาะผักตระกูลกระหล่ำ และผักผลไม้สีเขียวและเหลืองช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งระบบทางเดิน หายใจ และมะเร็งระบบทางเดินอาหาร

อาหารป้องกันมะเร็งมีอะไรบ้าง

ถ้ากล่าวถึงอาหารป้องกันมะเร็งแล้วมีมากมายหลายชนิด แต่อาหารต่อไปนี้คืออาหารชั้นเยี่ยมที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ดีกว่ากลุ่มอาหารอย่างอื่น

  1. กระเทียม ถือเป็นเครื่องเทศกลิ่นแรงที่ใช้ประกอบอาหารกันมามากกว่า 5,000 ปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในสูตรยาฆ่าเชื้ออีกด้วย หลุยส์ ปาสเตอร์ พบว่า กระเทียมสามารถฆ่าเชื้อที่อยู่ในจานเพาะเชื้อได้ และยังพบว่ากระเทียมจะกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการป้องกันเซลล์มะเร็งนอกจากนี้ยังมี นักวิจัยชาวจีนได้พบว่าการบริโภคกระเทียมและหัวหอมในปริมาณสูง ๆ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่กระเพาะลงได้ครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้กระเทียมยังทำให้ตับสามารถทนต่อสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้น ด้วย และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของกระเทียมที่จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ทำลายเซลล์ปกติ ดังนั้นจึงสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย
  2. เห็ด โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยและค้นพบว่า เห็ดไรชิ , เห็ดชิตาเกะ และเห็ดไมตาเกะ มีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูงมาก และได้มีการทดลองให้สัตว์กินสารสกัดจากเห็ดไมตาเกะ พบว่า 40% ของสัตว์ทั้งหมดสามารถกำจัดมะเร็งได้หมดสิ้น ส่วนอีกสัตว์อีก 60% นั้นสามารถกำจัดมะเร็งได้ถึง 90% ในเห็ดไมตาเกะประกอบด้วยโพลีแซคคาไลท์ ที่ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความดันเลือด
  3. ถั่ว บรรดาเมล็ดพืชทั้งหลายที่มีเปลือก จะมีสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยเมล็ดเหล่านั้นได้โดยตรง จาการค้นพบที่ผ่านมาพบว่าสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ สามารถยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็งได้ สถาบันมะเร็งนานาชาติ พบว่าในอาหารประเภทถั่วนั้นประกอบด้วยสารไอโซฟลาโวนและสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี  และจากงานวิจัยของ Dr. Ann Kennedy พบว่าในถั่วมีคุณสมบัติ ป้องกันการเกิดมะเร็งในสัตว์ที่ได้สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และมีบางรายงานพบว่า สามารถทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าลง รวมถึงยังสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติได้ด้วย
  4. แคโรทีนอยด์ ทั้งแคโรทีนอยและไบโอฟลาวินอยในพืช จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังกระตุ้นการทำงาของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย โดยที่หน้าที่หลักของแคโรทีนอย คือจะเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง แคโรทีนอยจะพบทั้งในผัก-ผลไม้สีเขียวและสีส้ม ส่วนไบโอฟลาวินอยจะพบในพวกผลไม้รสเปรี้ยว ธัญพืช น้ำผึ้ง
  5. อาหารพวกหัวกระหล่ำ พวกหัวกะหล่ำ  -ได้แก่  บร็อคโคลี,  กะหล่ำปลี,  กะหล่ำปลี brussel,  ดอกกะหล่ำ ซึ่งพืชเหล่านี้จะมีส่วนหัวอยู่ติดกับพื้นดิน  เนื่องจากในพืชชนิดนี้จะมีสารอินโดล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง  นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้นส์ พบว่าในสัตว์ทดลองที่เลี้ยงด้วยพืชประเภทนี้ เมื่อได้สารก่อมะเร็งชนิดอัลฟาทอกซินนั้นโอกาสเกิดมะเร็งลดลงถึง 90 %

อาหารป้องกันมะเร็ง ยังมีอีกมากเช่น แอปเปิล แอพริคอท บาร์เล่ย์ ผลไม้รสเปรี้ยว แครนเบอร์รี ปลา น้ำมันปลา ขิง โสม ชาเขียว ผักโขม สาหร่ายทะเล เป็นต้น

ผักกาดขาว อาหารช่วยขับถ่าย

ผักกาดขาวผักกาดขาว เป็นผักกาดชนิดหนึ่งของ ผักกาดจีน ถิ่นกำเนิดมกล้กับมณฑล ปักกิ่ง ของจีน และบริโภคกันอย่างแพร่หลายในอาหารเอชียตะวันออก แต่ส่วนใหญ่ในโลกก็ ผักกาดชนิดนี้ก็เข้าใจว่า “ผักกาดจีน” ผักกาดจีนจะมีสีจางกว่าผักกาดจีนชนิดอื่นๆ ผักกาดขาวเป็นผักที่มีเส้นในสูงมาก โดยเส้นใยที่ว่านี้เป็นเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ แต่จะพองตัวเมื่อมีน้ำ จึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งการอุ้มน้ำได้ดีนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรของกากอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้กากอาหารอ่อนนุ่ม ขับถ่ายสะดวก และยังช่วยแก้อาการท้องผูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความหนืด ทำให้ไม่ถูกย่อยได้ง่าย ช่วยดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุ จึงช่วยป้องกันและกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยดึงเอาสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทาน ช่วยลดความหมักหมมของลำไส้จึงมีผลทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ของผักกาดขาว

 

  1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  2. มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
  3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
  4. ช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น
  5. ประโยชน์ผักกาดขาวช่วยแก้กระหาย
  6. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ
  7. แคลเซียมมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง
  8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผนังหลอดเลือด
  9. ช่วยขับน้ำนม (ใบ)
  10. ผักกาดขาวมรออร์กาโนซัลไฟต์(organosulffide) และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ
  11. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในลำไส้
  12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  13. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน โรคตาห้อง
  14. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  15. มีส่วนช่วยกำจัดสารพิษของเสียและโลหะหนักออกจากร่างกาย
  16. ผักกาดอุดมไปด้วยโฟเลตซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก
  17. ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงมากขึ้น
  18. ช่วยแก้หืด (เมล็ด)
  19. ช่วยแก้อาการหวัด ด้วยการต้มหัวผักกาดดื่มเป็นน้ำ
  20. ช่วยแก้อาการไอ แก้และเสมหะ ด้วยการใช้หัวผักกาดพอประมาณใส่ขิงและน้ำผึ้งเล็กน้อยแล้วต้มกับน้ำดื่ม (หัวผักกาด,เมล็ด)
  21. ช่วยแก้อาการเสียบแห้ง ไม่มีเสียง ด้วยการคั้นน้ำหัวผักกาดขาว เติมน้ำขิงเล็กน้อยแล้วนำมาดื่ม
  22. ช่วยแก้เลือดกำเดาออก
  23. ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด
  24. ช่วยรักษาแผลในปาก ด้วยการคั้นน้ำจากหัวผักกาดขาวแล้วนำมาใช้บ้วนปากเป็นประจำ
  25. ช่วยแก้อาการเรอเปรี้ยว ด้วยการนำหัวผักกาดขาวดิบมาหั่นประมาณ 3-4 แว่นแล้วนำมาเคี้ยวกินแก้อาการ
  26. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ใบ)
  27. ประโยชน์ของผักกาดขาวช่วยในการย่อยอาหาร (หัวผักกาด,ใบ)
  28. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  29. ช่วยแก้ท้องเสีย (หัวผักกาด,เมล็ด,ใบ)
  30. ช่วยแก้และบรรเทาอาการท้องผูก
  31. สรรพคุณของผักกาดขาวช่วยขับปัสสาวะ
  32. ประโยชน์ของผักกาดขาวช่วยแก้พิษสุรา
  33. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ
  34. ช่วยรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  35. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเหน็บชา
  36. ช่วยแก้อาการอักเสบ
  37. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก หรือแผลโดนสะเก็ดไฟ ด้วยการใช้หัวผักกาดนำมาตำให้แหลกแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล หรือจะใช้เมล็ดนำมาตำให้แหลกแล้วพอกก็ใช้ได้เช่นกัน (หัวผักกาด,เมล็ด)
  38. ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ด้วยการใช้หัวผักกาดหรือใบ นำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 60 กรัมนำมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับเหล้า (อุ่นให้ร้อน) แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (หัวผักกาด,ใบ,เมล็ด)
  39. เมนูผักกาดขาว ก็ได้แก่ ผัดผักกาดขาว, แกงจืดผักกาดขาว, ต้มจืดผักกาดขาวยัดใส้ ฯลฯ

 

ดื่มน้ำ อย่างไรให้หุ่นดี

ดื่มน้ำ อย่างไรให้หุ่นดี

น้ำ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตอย่างมาก ซึ่งการดื่มน้ำให้ถูกต้องจะช่วยลดความอ้วนได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดพุง หรือลดไขมันหน้าท้อง

ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำที่ถูกต้อง

  1. ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว หลังตื่นนอน จะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักและเบาทำงานได้ดี บรรเทาปัญหาอาการท้องผูกได้
  2. ควรดื่มน้ำก่อนอาหาร 1 ชั่วโมงและหลังอาหารครึ่งชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหารเพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานช้าลง ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเต็มที่ จะเกิดอาการหิวได้ง่าย การลดความอ้วนก็จะได้ผลช้าลง วิธีแก้คือจิบน้ำอุ่น หรือซดน้ำแกงแทน เคี้ยวอาหารช้าๆ ก่อนกลืนก็จะช่วยลดการกระหายน้ำได้
  3. ดื่มน้ำทุกครั้งที่ร่างกายเรียกร้อง อย่ารอให้เรารู้สึก คอแห้ง ปากแห้ง เพราะแสดงถึงร่างกายเรามีอาการขาดน้ำ และอย่าดื่มทีละมากๆ ในครั้งเดียว
  4. ผู้ที่ออกกำลังกายและอยู่กลางแจ้ง ควรดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนออกกำลังกายสองชั่วโมง และดื่มน้ำครึ่งแก้วทุก 15 นาทีของการออกกำลังกาย
  5. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว ไม่ควรเครื่องดื่มพวกน้ำหวาน น้ำอัดลมต่างๆ และควรดื่มน้ำกระจายสม่ำเสมอทั้งวัน
  6. เราควรดื่มน้ำวันละกี่ลิตร มีสูตรคำนวณปริมาณน้ำที่ควรดื่มคือ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม คูณ 40 หาร 1000 เป็นปริมาณน้ำ (ลิตร) เช่น น้ำหนักตัว 56 กิโลกรัม ปริมาณน้ำที่ควรได้รับคือ 56*40/1000 = 2.24 ลิตร

วิธีการดื่มน้ำลดความอ้วนให้ได้ผลดีตามที่กล่าวมานั้น จำเป็นต้องดูความเหมาะสมด้วย เพราะการดื่มน้ำมากเกินไป เป็นลิตรๆในระยะเวลาสั้นๆ อาจเป็นการขับแร่ธาตุบางอย่างออกมามากเกินความจำเป็น เช่น ธาตุโซเดียม ซึ่งจะทำให้อ่อนเพลีย และอาจเป็นตะคริวได้ ดังนั้นพึงระลึกอยู่เสมอว่า อาหารที่เราทานนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว การดื่มน้ำเป็นการช่วยเสริมไม่ให้ร่างกายต้องอยู่ในภาวะขาดน้ำเท่านั้น ดังนั้นควรดื่มแต่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เราก็จะได้ประโยชน์และคุณค่าของการดื่มน้ำได้อย่างเติมที่

 

สับปะรด อาหารเพื่อสุขภาพ

สับปะรด อาหารเพื่อสุขภาพ

สับปะรดสับปะรด เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากบริเวณทวีปอเมริกาใต้ ลำต้นมีขนาดสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร การปลูกสามารถปลูกได้ง่ายโดยการฝังกลบหน่อหรือส่วนยอดของผลที่เรียกว่า จุก เปลือกของผลสับปะรดภายนอกมีลักษณะคล้ายตาล้อมรอบผล สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4℃ ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูง

สับปะรด จัดเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง โดยประโยชน์ของสับปะรดนั้นมีอยู่หลากหลาย เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆจำนวนมาก ซึ่งได้แก่ คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพเราเป็นอย่างมาก และสรรพคุณสับปะรดทางสมุนไพรนั้น ก็ชวยรักษาอาการต่าง ๆได้อย่างหลากหลายเช่นกัน เช่น โรคบิด โรคนิ่ว ช่วยบรรเทาอาการแผล เป็นหนอง ขับปัสสาวะ เป็นต้น

ประโยชน์ของสับปะรด

  1. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
  2. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
  3. ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและความแก่ชรา
  4. เป็นผลไม้ที่เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสบายท้องไม่รู้สึกอึดอัด ดื่มน้ำสับปะรดปั่นกันดีกว่า
  5. ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงสับปะรด เป็นต้น
  6. นำมาใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำเป็นสับปะรดกวนก็ได้
  7. การแปรรูปสับปะรดอื่น ๆ เช่น การทําไวน์สับปะรด แยมสับปะรด เป็นต้น
  8. ช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งประโยชน์ของสับปะรด
  9. ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัดได้
  10. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
  11. ช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหงือก
  12. สับปะรด สรรพคุณ ช่วยบรรเทาอาการร้อนกระสับกระส่าย หิวน้ำ
  13. ช่วยแก้อาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก
  14. ช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีน
  15. ช่วยลดเสมหะในลำคอได้
  16. ช่วยในการขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก
  17. ช่วยรักษาโรคนิ่ว
  18. ช่วยรักษาโรคไตอักเสบ
  19. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  20. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
  21. ช่วยบรรเทาอาการของโรคบิด
  22. เชื่อว่าช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคนิ้วล็อก (Trigger Finger)
  23. ช่วยรักษาอาการบวมน้ำ

    สรรพคุณของสับปะรด

  24. ช่วยรักษาอาการแผลเป็นหนอง
  25. ช่วยแก้ปัญหาส้นเท้าแตก
  26. ช่วยลดการอักเสบจากบาดแผล
  27. เป็นยารักษาโรคผิวหนัง
  28. ใบสด นำมาใช้เป็นยาถ่าย หรือยาฆ่าพยาธิ ได้
  29. ผลดิบสามารถนำมาใช้ห้ามเลือดได้
  30. ผลดิบสับปะรด ช่วยขับประจําเดือน
  31. ส่วนของรากสับปะรด นำมาใช้เป็นยาแก้กระษัย บำรุงไตได้
  32. หนามของสับปะรด ช่วยแก้พิษฝีต่าง ๆได้

ขี้เหล็ก สมุนไพรช่วยทำให้นอนหลับ

ขี้เหล็ก สมุนไพรช่วยทำให้นอนหลับ

ขี้เหล็กลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่มเปลือกสีเทาถึงสีน้ำตาลดำ ยอดอ่อนสีแดงเรื่อๆ ใบประกอบเป็น แบบขนนก เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ปลายสุดมีใบเดียว ใบย่อยรูปขอบขนานด้านบนเกลี้ยง ดอกช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่ง ดอกจะบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ กลีบเลี้ยงมี 3-4 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้10 อัน ผลเป็นฝักแบนยาวมีสีคล้ำ เมล็ดรูปไข่ยาวแบนสีน้ำตาลอ่อนเรียงตามขวางมี 20-30 เมล็ด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลแก่เกือบดำ ส่วนของดอกและใบขี้เหล็กใช้เป็นอาหารในหลายประเทศ เช่น ไทย พม่า อินเดีย และมาเลเซีย เป็นต้น ในตำราการแพทย์แผนไทยได้มีการบันทึกประโยชน์ของขี้เหล็กในหลายด้าน เช่น ใช้แก้อาการท้องผูก ใช้แก้อาการนอนไม่หลับ ใช้ทำความสะอาดเส้นผม ทำให้ผมชุ่มชื่นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ช่วยเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี และบำรุงโลหิต เป็นต้น

โทษของขี้เหล็ก

การรับประทานขี้เหล็กในลักษณะที่นำใบขี้เหล็กไปตากแห้งแล้วบรรจุเป็นเม็ด อาจทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ตับ หรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ ทำให้เกิดโรคตับได้ ซึ่งการรับประทานขี้เหล็กอย่างปลอดภัย ต้องเลือกใบเพสลาดหรือตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง และนำไปต้มให้เดือดเทน้ำทิ้งสัก 2-3 น้ำ แล้วค่อยนำมาปรุงอาหารหรือนำไปทำเป็นยา ซึ่งวิธีการแบบพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับ ได้ และยังช่วยลดความขมลงอีกด้วย

ประโยชน์ของขี้เหล็ก

  1. ใบขี้เหล็กมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง (ใบ)
  2. ดอกขี้เหล็กมีวิตามิน ที่ช่วยบำรุงและรักษาสายตา (ดอก)
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันหวัด ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น (ดอก)
  4. ช่วยบำรุงธาตุ (ราก)
  5. แก้ธาตุพิการ แก้ไฟ ทำให้ตัวเย็น (แก่น)
  6. ช่วยเจริญธาตุไฟ (ราก)
  7. ช่วยแก้โรคกระษัย (ราก,ลำต้นและกิ่ง,เปลือกต้น,ทั้งต้น)
  8. ช่วยรักษาอาการตัวเหลือง (ทั้งต้น)
  9. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (ใบ,แก่น)
  10. ช่วยลดความดันโลหิตสูง (ใบ)
  11. ช่วยรักษาวัณโรค (แก่น)
  12. ช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง (ดอก)
  13. ช่วยรักษามะเร็งปอด ปอดอักเสบ มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร (แก่น)
  14. ช่วยแก้ชักในเด็ก (ราก)
  15. แก้ไตพิการ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  16. ช่วยแก้อาการแสบตา (แก่น)
  17. ใบขี้เหล็กมีสารที่ชื่อว่า “แอนไฮโดรบาราคอล” (Anhydrobarakol)ที่มีสรรพคุณช่วยในการคลายความเครียด บรรเทาอาการจิตฟุ้งซ่าน (ใบ)
  18. ช่วยบำรุงสมอง บำรุงประสาท แก้โรคประสาท และช่วยสงบประสาท (ดอก)
  19. ช่วยทำให้นอนหลับสบาย แก้อาการนอนไม่หลับ ผ่อนคลายความกังวล ด้วยการใช้ใบขี้เหล็กแห้ง 30 กรัม (หรือใบสด 50 กรัม) นำมาต้มกับน้ำไว้ดื่มก่อนนอน หรือจะใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า โดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ทิ้งไว้ 7 วันและคนทุกวันให้น้ำยาสม่ำเสมอ เมื่อครบให้กรองเอากากยาออก จะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนเข้านอน (ใบ,ดอก)
  20. ช่วยแก้ลมขึ้นเบื้องสูง เบื้อบน โลหิตขึ้นเบื้องบน ทำให้มีอาการระส่ำระส่ายในท้อง (ฝัก)
  21. ต้นขี้เหล็กช่วยรักษาหืด (ดอก)
  22. ช่วยรักษาโรคโลหิตพิการ ผายธาตุ (ดอก)
  23. สรรพคุณของขี้เหล็กช่วยบำรุงโลหิต (ใบ)
  24. ช่วยขับโลหิต (แก่น)
  25. ช่วยขับพิษโลหิต (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  26. แก้เลือดกำเดาไหล (ต้น,ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  27. ช่วยถ่ายพิษไข้ แก้ไข้กลับซ้ำ แก้ไข้หนาว ไข้ผิดสำแดง (ราก)
  28. ช่วยดับพิษไข้ (เปลือกต้น,ทั้งต้น)
  29. ช่วยแก้พิษไข้เพื่อน้ำดี พิษไข้เพื่อเสมหะ (เปลือกต้น,ฝัก)
  30. ช่วยแก้พิษเสมหะ (ทั้งต้น)
  31. ช่วยกำจัดเสมะหะ (ใบ)
  32. ช่วยขับมุตกิด กัดเถาดัน กัดเสมหะ และกัดเมือกในลำไส้ (เปลือกฝัก)
  33. ขี้เหล็กสรรพคุณช่วยแก้ร้อนใน (ใบ)
  34. ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ดอก)
  35. แก้อาการเบื่ออาหาร ด้วยการใช้ใบขี้เหล็กแห้ง 30 กรัม (หรือใบสด 50 กรัม) นำมาต้มกับน้ำไวดื่มก่อนนอน หรือจะใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า โดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ทิ้งไว้ 7 วันและคนทุกวันให้น้ำยาสม่ำเสมอ เมื่อครบให้กรองเอากากยาออก จะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก แล้วนำมาดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนเข้านอน (ใบแห้ง,ใบอ่อน)
  36. ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการใช้ใบอ่อน 2-3 กำมือ หรือแก่นประมาณ 2 องคุลี ประมาณ 3-4 ชิ้น นำมาต้มกับน้ำครึ่งถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ดื่มหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือก่อนอาหารเช้าครั้งเดียว (ใบอ่อน,แก่น)
  37. ช่วยรักษาโรคบิด (ใบ)
  38. ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ด้วยการใช้ใบอ่อน 2-3 กำมือ หรือแก่นประมาณ 2 องคุลี ประมาณ 3-4 ชิ้น นำมาต้มกับน้ำครึ่งถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อย ใช้ดื่มหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือก่อนอาหารเช้าครั้งเดียว (ดอก,ใบ,แก่น,ลำต้นและกิ่ง,เปลือกต้น,ราก,ทั้งต้น)
  39. ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร (เปลือกต้น)
  40. สรรพคุณขี้เหล็กช่วยบำรุงน้ำดี (ทั้งต้น)
  41. ช่วยขับปัสสาวะ (ใบ,ลำต้นและกิ่ง)
  42. ช่วยรักษานิ่วในไต (ใบ,ลำต้นและกิ่ง)
  43. แกงขี้เหล็กช่วยรักษาโรคหนองใน (แก่น,ทั้งต้น)
  44. รักษาแผลกามโรค (ราก,แก่น)
  45. ช่วยแก้หนองใส (แก่น)
  46. ช่วยขับระดูขาว (ใบ,ลำต้นและกิ่ง)
  47. ช่วยฟอกโลหิตในสตรี (ต้น)
  48. ช่วยขับพยาธิ (ใบ,ดอก)
  49. ช่วยรักษาอาการเหน็บชา (ใบ,ราก)
  50. รากใช้ทาแก้อัมพฤกษ์ให้หย่อน (ราก)
  51. ช่วยทำให้เส้นเอ็นหย่อน (ทั้งต้น)
  52. แก้เส้นเอ็นพิการ (เปลือกฝัก)
  53. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (ลำต้นและกิ่ง)
  54. ช่วยรักษาโรคหิด (เปลือกต้น)
  55. ช่วยรักษาฝีมะม่วง (ใบ)
  56. ทางภาคใต้ใช้รากขี้เหล็กผสมกับสารส้ม นำมาทาแผลฝีหนอง (ราก)
  57. ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ราก,ลำต้นและกิ่ง)
  58. ประโยชน์ของขี้เหล็กช่วยแก้บวม (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
  59. ช่วยรักษารังแค ด้วยการใช้ดอกขี้เหล็กผสมกับมะกรูดย่างไฟ 2 ลูก โดยต้องย่างให้มีรอยไหม้ที่ผิวมะกรูดด้วย ด้วยการใช้ดอกขี้เหล็ก 2 ช้อนโต๊ะ พิมเสน 1 ช้อนชา นำมาปั่นผสมกันแล้วเติมน้ำปูนใส 100 cc. ปั่นจนเข้ากัน แล้วคั้นกรองเอาแต่น้ำ จากนั้นนำน้ำมันมะกอกเติมผสมเข้าไปประมาณ 60-100 cc. ผสมจนเข้ากันแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนการสระผมทุกครั้ง จะช่วยรักษารังแคได้ (ดอก)
  60. ใช้ทำปุ๋ยหมัก (ใบแก่)
  61. ดอกและดอกอ่อนใช้รับประทานหรือทำเป็นแกงขี้เหล็กได้ (ดอก)

วิธีทำขี้เหล็กเป็นสมุนไพร

  • แก้นอนไม่หลับ ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัม หรือใบสดหนัก 50 กรัม ต้มเอาน้ำดื่มก่อนนอน หรือใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดองเหล้า (ใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ไว้ 7 วัน คนทุกวันให้น้ำยาสม่ำเสมอ กรองกากยาออก จะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก) ดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนนอน
  • แก้ท้องผูกเป็นยาระบายอ่อนๆ ใช้ใบอ่อน 2-3 กำมือ หรือแก่นขนาดประมาณ 2 องคุลี ใช้ 3-4 ชิ้น ใช้ใบอ่อนหรือแก่ต้มกับน้ำ 1-1½ ถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มเมื่อตื่นนอนเช้า หรือก่อนอาหารเช้าครั้งเดียว

 

 

ทานอาหารอย่างไรไม่อ้วน

ทานอาหารอย่างไรไม่อ้วน

การจำกัดปริมาณอาหารไม่ให้เกิน 800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณขั้นต่ำที่ร่างกายของคนเราต้องการ การทานอาหารเพื่อไม่ให้ตัวเราอ้วนนั้นไม่ใช่เป็นการควบคุมแค่ปริมาณอาหาร แต่ต้องควบคุมปริมาณแคลอรี่ด้วยเช่นกัน ทุกท่านเคยได้ยินคำพูดนี้หรือไม่ว่า  “เช้าทานอย่างราชา กลางวันทานอย่างคนธรรมดา เย็นทานอย่างยาจก” นั่นก็เพราะว่าเราต้องให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้ามากเป็นพิเศษ ส่วนอาหารเย็นนั้นควรรับประทานแต่พอดี ไม่หนักมากนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนแล้วนั่นเอง ครั้งนี้เรามาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นของอาหารเย็นต่อร่างกายว่ามีมากน้อย เพียงใด และหลักที่ถูกต้องในการทานอาหารเย็นว่าเราจะทานอย่างไรให้มีสุขภาพที่ดีไป นาน ๆ วันนี้ทีมงาน thaisamunpaifood ได้รวบรวมวิธีการทานอาหารอย่างไรไม่อ้วน สำหรับมื้อเย็นมาฝากทุกท่านครับ

  1. ไม่ควรงดอาหารเย็น สาว ๆ หลายท่านชอบลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหารเย็น ซึ่งไม่ควร นอกจากจะหิวแล้ว ยังไม่ทำให้น้ำหนักลดเท่าไร เนื่องจากเมื่อถึงเวลาอาหาร โดยปกติร่างกายจะหลั่งกรดออกมาเพื่อทำการย่อยอาหาร ดังนั้น เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะ น้ำย่อยก็จะมาย่อยกระเพาะแทน เราจึงควรลดมากกว่างด อาหารที่ควรรับประทาน ควรเป็นอาหารประเภท ที่ให้พลังงานน้อย เช่น ผักและผลไม้ ไม่ควรทานอาหารหลัง 19.00 น. และควรงดทานอาหารประเภทของทอด ของมัน
  2. เดินออกกำลังกาย เมื่อเรารับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ควรเดินเพื่อย่อยอาหาร อีกทั้งยังทำให้ลำไส้เกิดการขยับตัว อาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็จะย่อยง่ายและยังเป็นการใช้พลังงานอีกด้วย บางท่านกลัวอ้วน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จไปออกกำลังกายเลย ซึ่งถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกได้ออกกำลังกาย
  3. รับประทานเน้นผักผลไม้ที่หลากหลาย การรับประทานอาหารผักและผลไม้ควรเลี่ยงผักผลไม้ที่ยังดิบๆ อยู่เพราะจะทำให้ท้องอืดได้ ควรเลือกรับประทานผักสุก เช่น ผักลวก น้ำพริก ผักต้ม แกงจืด สลัดผัก ซึ่งผักและผลไม้นั้นให้พลังงานต่ำ และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีอีกด้วย ไม่เป็นท้องผูก
  4. หลังรับประทานอาหารเย็นแล้วไม่ควรอาบน้ำทันที เมื่อเราทานอาหาร ขณะที่อาหารกำลังย่อย กระเพาะต้องทำงาน เลือดต้องถูกไปหล่อเลี้ยงกระเพาะเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าเราไปอาบน้ำทันทีหลังอาหาร ซึ่งโดยปกติแล้วมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น เมื่อร่างกายโดนน้ำเย็น ๆ ก็จะทำให้เลือดจำเป็นต้องมาที่บริเวณผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น ดังนั้นแล้วเลือดจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งแน่นอนว่า มันต้องถูกแบ่งมาที่ผิวหนังก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เลือดส่งไปที่กระเพาะได้น้อย ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำได้ไม่เต็มที่ อาจเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ควรเว้นระยะเวลาห่างอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงสำหรับอาหารที่ย่อยง่าย และอย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับอาหารที่ย่อยยาก
  5. ดื่มชาเพื่อลดไขมัน การดื่มชาที่ถูกวิธีจะช่วยลดไขมันในเลือด ชาถั่วดาวอินคาการดื่มชาที่ถูกต้องจะต้องไม่ชงชามีรสเข้มข้นมาก เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารดูดซับอาหารได้น้อยลง ควรดื่มชาหลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง ชาที่ดีและมีคุณภาพได้แก้ ใบชาจากถั่วดาวอินคา

ผักบุ้งทะเล สมุนไพรถอนพิษ

ผักบุ้งทะเล สมุนไพรถอนพิษ

ผักบุ้งทะเลผักบุ้งทะเล เป็นไม้ล้มลุกเถาเลื้อย ลำต้นทอดไปตามยาวบนพื้นดิน มักขึ้นใกล้ทะเล ผิวเถาเรียบสีเขียวและม่วง ใบเป็นรูปหัวใจปลายเว้าเข้าหากัน ตามเถาและใบมียางสีขาว ดอกจะออกเป็นช่ออยู่ตามง่ามใบ ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 2 – 6 ดอก แต่จะทยอยกันบานทีละดอกเท่านั้น ลักษณะของดอกเป็นรูปปากแตรยาวประมาณ 2.5 นิ้ว มีสีม่วงอมชมพู ม่วงอมแดง ชมพูหรือม่วง ผักบุ้งทะเลมีพิษ ถ้ารับประทานจะเกิดอาการเมา คลื่นไส้ วิงเวียน และ เสียชีวิตได้ ส่วนที่ใช้ทำเป็นสมุนไพรได้คือ ใบ รากสด เมล็ด และทั้งต้น

สรรพคุณของผักบุ้งทะเล

  1. ต้นมีสรรพคุณช่วยทำให้เจริญอาหาร (ต้น)
  2. ทั้งต้นมีรสเผ็ด ขม เค็ม เป็นยาเย็นเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อม้ามและตับ ใช้เป็นยาขับลม ขับน้ำชื้น (ทั้งต้น)
  3. ช่วยแก้หวัดเย็น (ทั้งต้น)
  4. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ราก)
  5. ใช้แก้อาการจุกเสียด (ใบ)
  6. เมล็ดมีรสขื่น ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (เมล็ด)
  7. รากใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
  8. เมล็ดใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย (เมล็ด)
  9. รากมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะในโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
  10. ใบใช้เข้ากับสมุนไพรอื่น นำมาต้มเอาไอรมรักษาริดสีดวงทวาร (ใบ)
  11. ใบใช้เป็นยาทาภายนอก แก้แผลเรื้อรัง หรือนำไปต้มกับน้ำใช้ล้างแผล (ใบ) น้ำคั้นจากใบนำมาต้มกับน้ำมะพร้าว ทำเป็นขี้ผึ้งทาแผลได้ชนิด รวมทั้งแผลเรื้อรัง (ใบ)
  12. ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยกระจายพิษ แก้พิษฝีบวม ฝีหนองบวมแดงอักเสบ แก้งูสวัด (ทั้งต้น) ส่วนใบนำมาโขลก พอก ถอนพิษ แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ปลา สัตว์ทะเลอื่น ๆ แมลง เป็นต้น (ใบ)
  13. ต้นใช้เป็นยาถอนพิษลมเพลมพัด หรืออาการบวมที่เปลี่ยนไปตามอวัยวะทั่วไป (ต้น,ทั้งต้น)
  14. ใช้เป็นยาทาแก้อาการอักเสบ แก้พิษจากแมงกะพรุนไฟ ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น ตามตำรายาระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลกผสมกับน้ำส้มสายชู นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น ส่วนตำรายาไทยระบุให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ใบ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำทาแผลบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน หรือจะตำกับเหล้าใช้เป็นยาพอกก็ได้ หรืออาจจะใช้รากสด 1 ราก นำมาฝนกับน้ำฝนให้ข้น ๆ ผสมกับเหล้าโรงหรือแอลกอฮอล์ แล้วใช้ทาบ่อย ๆ หรือจะใช้ทั้งต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำหรือนำมาตำผสมกับเหล้าใช้เป็นยาทาหรือพอกก็ได้เช่นกัน (ก่อนทายาให้ใช้ทรายขัดบริเวณที่โดนพิษแมงกะพรุนเพื่อเอาเมือกของแมงกะพรุน ออกไปให้หมดก่อน และให้ทาวันละ 2-3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น จนกว่าจะหาย) (ต้น,ราก,ใบ,ทั้งต้น)
  15. ใบใช้เป็นยาพอก หรือต้มอาบรักษาโรคผิวหนัง (ใบ)
  16. ต้นนำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการคันตามผิวหนัง (ต้น,ทั้งต้น) ส่วนรากใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคันมีน้ำเหลือง (ราก)
  17. ใช้แก้ผดผื่นคันบริเวณหลังเนื่องจากการกดทับ ตามตำรายาระบุให้ใช้ใบสดนำมาตำให้แลหก คั้นเอาแต่น้ำ ใช้ทาบริเวณทีเป็น (ใบ)
  18. ตำรายาแก้ฝีหนองภายนอก ระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลก ผสมกับน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ต้น)
  19. เมล็ดใช้เป็นยาแก้ตะคริว ป้องกันตะคริว (เมล็ด)
  20. ใบมีรสขื่นเย็น ใช้ภายนอกเป็นยาทาแก้โรคไขข้ออักเสบ แก้ปวดไขข้ออักเสบมีหนอง (ใบ)
  21. ช่วยแก้ลมชื้นปวดเมื่อยตามข้อ แก้เหน็บชา (ทั้งต้น)
  22. ช่วยแก้โรคเท้าช้าง (ราก)